apirak 的个人资料apirak's space照片日志列表更多 ![]() | 帮助 |
|
11月25日 เรื่องของบาปในช่วงระยะ 2-3 วันนี้ มีเรื่องหลายเรื่องที่ได้รับทราบแล้ว ไม่สบายใจ และพลอยทำให้ตนเองได้ตระหนักถึงเรื่องของบาปบุญคุณโทษมากยิ่งขึ้น การตระหนักหรือการเกรงกลัวต่อบาป ในหัวข้อธรรมที่ว่า เป็นธรรมะคุ้มครองโลก คือ หิริโอตตัปปะ หิริ หมายถึง ความละอายบาป , ละอายใจต่อการทำความชั่ว โอตตัปปะ หมายถึง ความกลัวบาป, เกรงกลัวต่อความชั่ว ผมว่าธรรมะข้อนี้ อยู่ในสังคมใด ๆ สังคมนั้นก็จะมีความสุข เพราะ เมื่อคนเรามีความละอายบาป มีความละอายต่อการทำความชั่ว ประกอบกับการมีความกลัวบาป เกรงกลัวความต่อความชั่ว สังคมนั้นก็จะไม่มีการทำชั่ว ไม่มีการทำบาป ไม่ได้สร้างความเดือดร้อน เกิดเป็นทุกข์กาย ทุกข์ใจ แก่ผู้อื่น การไม่เดือดร้อนกาย เดือดร้อนใจคนก็เป็นสุข สังคมก็จะเป็นสุข แต่ในเมื่อสังคมปัจจุบันมีคนที่หลากหลายมากมายหลายคน การที่มีคนไม่เกรงกลัว และละอายต่อบาปที่ได้กระทำชั่ว สังคมก็ไม่เป็นสุข เพราะมีคนที่สร้างความเดือดร้อน กาย เดือดร้อนใจแก่คนในสังคมนั้น การสร้างความเดือดร้อนกาย และใจ ไม่จำเป็นว่าต้นเหตุแห่งความเดือดร้อน สร้างให้แก่ผู้เดือดร้อนกายและใจโดยตรงเท่านั้น แต่มันยังสามารถส่งผลให้ผู้ทุกข์ร้อน กาย ร้อนใจได้อีกด้วย อาจจะเป็นเพราะคนเรามีตัณหา (ความอยาก) ยังไม่สามารถละตัณหาได้ทั้งหมด อาการที่พบพานกับสิ่งที่ไม่เป็นที่รักก็ดี การพลัดพรากจากสิ่งอันเป็นที่รักก็ดี การต้องการสิ่งใดไม่ได้สิ่งนั้นก็ดี หรือ ความอยากมี อยากเป็น อยากได้ ไม่อยากมี ไม่อยากเป็น ไม่อยากได้ นั่นแหล่ะก็เรียกว่า “ทุกข์” และแน่นอน เราก็ต้องพบพานกับความทุกข์ อันเกิดจากผู้ไม่ละอาย ไม่เกรงกลัวต่อบาป และได้กระทำความชั่วขึ้นมา เนื่อง เพราะเรายังมีตัณหา ยังมีกิเลส และนั่นก็คือความจริง ขอข้ามเรื่องความไม่สบายใจ และการตระหนักถึงเรื่องของบาปบุญคุณโทษมายังประเด็นที่เกิดความสงสัย ผมมีประเด็นที่ยังสงสัยกับความจริงที่ว่าสิ่งที่เรากระทำ หรือไม่กระทำมันเป็นบาปหรือไม่? หรือแค่ว่าควรหรือไม่ควรกระทำดี ? 1. กรณีตัวอย่าง การฟอร์เวิลด์เมล ไม่ว่าจะเป็น การช่วยเหลือ กรณีเด็กหาย กรณีคนป่วย คนพิการต่าง ๆ นานา ฯลฯ ประกอบกับเรื่องราว เนื้อหาที่ใช้ความน่าเห็นใจ และความน่าช่วยเหลือ ซึ่งประเด็นทั้งหมดก็ไม่ใช่สิ่งที่ผมเคลือบแคลงใจ หรือคิดในแง่อกุศล เพียงแต่ผมสงสัยในข้อความห้อยท้าย หรือ ปล. ที่ว่า “หากท่านไม่ส่งต่อก็ถือว่าเป็นคนแล้งน้ำใจ เป็นคนใจต่ำ ถ้าไม่ส่งต่อก็ไม่ใช่คนแล้ว” อยากทราบหากเราไม่ส่งต่อจริง ๆ มันจะถือว่าเราบาปไหม? หรือเราเป็นคนแล้งน้ำใจ เป็นคนใจต่ำจริง ๆ เพียงพอเราไม่ได้ส่งต่อ? การส่งข้อความต่อเพราะเราเกรงกลัวต่อบาป (มีหิริโอตตัปปะ) หรือเปล่า? ตามที่จริงแล้ว การมองเรื่องเล็กน้อยเช่นนี้ ในแวบความคิดหนึ่งของตัวผมเองนั้นก็ถือว่าไม่น่าพิจารณาเลย เหมือนเราคิดเล็กคิดน้อย ในเรื่องที่ไม่เป็นเรื่อง(ยังต้องถามตนเองอีกว่าแล้วจะบาปไหมนี่ที่เราตั้งคำถามมาพิจารณา) เพราะเพียงแค่ เรากดส่งต่อ ก็ไม่ใช่ภาระที่หนักหนามากมาย อาจทำให้เสียเวลาซะบ้าง แต่ก็นิดเดียว และถ้ามันเป็นผลและประโยชน์ที่ดีมักก็เป็นเรื่องที่ควรแล้วล่ะ แต่ประเด็นที่ตั้งคำถามย้อนคืนคือ หากเราไม่ส่งต่อล่ะถือว่าเป็นบาปไหม? หากคิดเป็นตรรกะหากจะบอกว่า 1. การส่งต่อ คือ กุศล (เพราะได้ช่วยเหลือ อาจจะมีคนพบเห็น ช่วยเหลือ) 2.การไม่ส่งต่อ คือ ไม่ได้กุศล หรือเป็น บาป ไปเลยหรือเปล่า 2. กรณีการฟอร์เวิลด์เมลอีกเหมือนเดิม แต่ครั้งนี้ คือเรื่องไม่ดีของคน เช่น ส่งต่อเพื่อประจานหรือให้คนอื่น รับทราบ (แม้บางครั้งจะมีลักษณะของการเตือนระวัง) เช่น น้องสาว พี่น้อง ญาติมิตรถูก ไอ้คนนี้ (ระบุบุคลที่อยู่ ประวัติ ภาพถ่ายที่สามารถจะค้นได้) ข่มขืน รังแก หรือกรณีพนักงานโอเปอเรเตอร์ถูกด่าท่อ หรือแม้กระทั่งดาราที่โกหก หลอกลวงคนอื่น นำมาแฉประวัติส่งต่อให้เรารับทราบแล้ว กำชับมาต้องส่งต่อเพื่อประจานให้มากที่สุด โดยใช้เงื่อนไขของการเตือนภัยระวังเป็นส่วนสนับสนุนความคิดเพื่อให้กระทำต่อ ในกรณีแบบนี้ การส่งข้อความต่อ เราจะถือว่าบาปไหม? หรือเป็นกุศล (ผลดี)เพราะเราได้เตือนระวังคนอื่น (ใช้ดูเป็นกรณีตัวอย่าง) หากคิดเป็นตรรกะหากจะบอกว่า 1. การส่งข้อความต่อ คือ บาป (เพราะเราไปประจานความไม่ดีให้คนอื่น ๆ ) 2. การส่งข้อความต่อ คือ กุศล (เพราะใช้เตือนคนอื่น การด่าคนเลว การประจานคนเลวไม่บาปหรอก) 3. ถ้าไม่ส่งต่อ จะบาปไหม หรือแค่ เสมอตัว แต่เท่าที่ทราบ นะครับการทำความดี บุญก็อยู่ส่วนบุญ การทำชั่ว บาปก็อยู่ส่วนบาป ไม่เกี่ยวข้อง และไม่สามารถ ลบล้างกันได้ ถึงมีประโยคที่ว่า ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว นั่นคือผลแห่งการกระทำ ขอยกตัวอย่าง 2 ข้อ แค่นี้ก่อน มีเวลาจะได้นำเรื่องที่น่าขบคิดมาหย่อนให้ปวดหัวกันเล่นอีกนะครับตอนนี้ เริ่มสบายใจแล้ว 11月18日 สืบเนื่องจาก การพานพบกันของเหล่ามิตรสหายที่ขอนแก่น
ในค่ำคืนวันศุกร์ที่ 24 กรกฎาคม 2552 ณ ร้านเนื้อย่างเจ้าเก่า เจ้าเดิมที่หลายคนที่เคยอยู่มหาวิทยาลัยขอนแก่นต้องได้ลองสัมผัสลิ้มรสกันบ้างไม่มากก็น้อย “ชิดชล” ที่ร้าน “ชิดชล” ในค่ำคืนวันนั้น ไม่ใช่ค่ำคืนพิเศษอะไรเลย หากไม่นับความมหัศจรรย์ของการพบปะสังสรรค์ ในครั้งคราวของวาระสำคัญหนึ่งใดๆ ครั้งนี้ก็เป็นอีกเหตุหนึ่ง บุรุษ (ตรี) นายหนึ่งนามว่า “ยงวิทย์” ได้ประสาน นัดเชิญชวนผ่องเพื่อนที่พำนักอยู่ละแวก รอบรั้วสีอิฐ มาพบปะสังสรรค์ ในวาระวันคล้ายครบรอบวันที่พ้นเหลือบตามองดูโลกครั้งแรก ในวงเล็บว่า “ย้อนหลัง” เหล่าสหายที่พำนักอยู่ละแวกนี้ก็ช่างเหลือน้อยพอประมาณ หากไม่นับเจ้าภาพที่ย้ายสำนักการศึกษาระดับปริญญาโทจากคณะเดิมฯ มาเป็นศึกษาที่ วิทยาลัยบัณฑิตศึกษาการจัดการ หรือ นามย่อ MBA ก็มี อภิรัก ที่ทำงานที่คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ ตำแหน่ง นักวิชาการศึกษาปฏิบัติงานด้านพัฒนานักศึกษาที่ตั้งเดิม (ไม่มีที่ไป) ปณัฐ ทำงาน ตำแหน่งบรรณารักษ์ ที่คณะนิติศาสตร์ ปลูกบ้านหลังใหม่และใหญ่ให้เป็นอาณาจักรการจัดการความรู้แก่อดีตท่านประมุขพรรค อ้อยทิพย์ ปัจจุบันในขณะนี้เวลานี้ เวลาที่สัมผัสแท่นพิมพ์อยู่นี้ (ต้องย้ำ) รับเงินเดือนที่คณะสัตวแพทย์ ตำแหน่งเจ้าหน้าที่วิเคราะห์นโยบายและแผน กับหญิงสาวที่มีความสามารถในการสอบคัดเลือกในหน่วยงานในมหาวิทยาลัย ผ่านสายงานมาแล้วกับอย่างน้อย 5 หน่วยงานในมหาวิทยาลัย หากเป็นการสอบคัดเลือกหญิงสาวผู้นี้ไม่เคยแพ้ใคร ดีกรี 3 หน่วยงานในตึกเดียว (ตึกศูนย์วิชาการ หรือสำนักทะเบียนประมวลผล) คณะแพทย์ศาสตร์ ที่ว่าแน่ ๆ เธอก็ผ่านมาแล้ว ขออนุญาตแนะนำใครมีลูกมีหลาน ญาติพี่น้อง ที่ต้องการทำงานในมหาวิทยาลัยขอนแก่น ในวิธีการสอบคัดเลือกแข่งขัน กรุณาให้หญิงสาวผู้นี้เป็น ติวเตอร์ได้เลย รับรองหากสอบไม่ติด ก็ ..ก็หาที่ใหม่ ระดับแกนนำทั้ง 4 คนมาพบกับโดยไม่ได้บังเอิญ แต่เกิดจากการนัดหมาย (ไม่รู้จะบอกทำไม) บวกกับ 1 ท่านพี่ที่มาสบทบในภายหลังในตอนที่ใกล้จะชำระค่าเสียหาย ท่านพี่ “พี่โอ๊ค” พานทองแท้ เอ๊ย..“พี่โอ๊ค คมกฤต” รับราชการที่เทศบาลเมืองจังหวัดขอนแก่น อดีตผู้ปฏิบัติเจ้าหน้าที่ป่าไม้........(ไม่ต้องกลัวว่าจะเล่นคำว่าเป็น เจ้าหน้าที่ป่าไม้เดียวกัน เพราะรู้ว่าท่านพี่แกเป็นผู้ชายทั้ง ดุ้น เฮ้ย! ผู้ชาย ทั้งแท่ง) เนื้อหาสาระในการพบปะพูดคุย คงไม่มีอะไรที่เป็นสาระมากมายนัก หากไม่นับเรื่องที่ย้อนถึงการกล่าวถึงวีรกรรมต่าง ๆ นานา สมัยที่ยังละอ่อนศึกษาเล่าเรียน ของตนเองและเพื่อน ๆ (หนักไปทางเพื่อน ๆ ) ที่ไม่ว่าการพบปะครั้งใด หากไม่กล่าวถึงเหมือนจะเป็นปมด้อย ขาดยีนส์เด่น เหมือนครึ่งหนึ่งของชีวิตที่มันขาดหายไป ขออนุญาต อย่าได้เรียกว่า การนินทาเพื่อน แม้มันจะถูกเหมาให้เข้าใจว่ามันคือสิ่งเดียวกัน เพราะในความหมายสัมผัสแรกของคำว่า นินทา คือสิ่งที่เป็นในแง่ลบ แต่การสนทนาแต่ละครั้งกล่าวถึงวีรกรรมต่าง ๆ ที่ไม่ใช่แง่ลบ หรือว่าใช่ ก็คิดเสียว่าไม่ใช่ก็แล้วกัน ขำ ๆ เอานะ...เอานะ การกล่าวถึง ให้เรียกแทนว่า เป็นการ “คิดถึง” ก็เห็นจะดีเป็นแน่แท้ ประเด็นหนึ่งที่ถูกหยิบยกใน “แทนความคิดถึง” คือเรียก กระทู้ประเด็นต่าง ๆ ในเว็บบอร์ด ในที่นี้จะกล่าวถึง เว็บบอร์ดแรก คือ http://bbznet.pukpik.com/scripts2/board.php?user=lib27 เว็บบอร์ดบรรณฯ 27 ที่ก่อตั้งเมื่อครั้งที่จะการศึกษา ในปี 2548 หากคิดจะนับ วันเวลาที่ล่วงเลยมันมาก็คงไม่ยาวนานนัก 48-49-50-51-52 ก็นับผ่านมา 4 ปี ย่างปีสู่ปีที่ 5 เท่านั้น แต่หากจะลองนับปีการศึกษาที่ผ่องเพื่อนได้พบเจอกันเมื่อครั้งอยู่ปี 1 ในรหัสนักศึกษา ปี 44 กับนักศึกษาปัจจุบัน ปี 52 นี่ก็เป็น 8 ปีทีเดียวที่ได้รู้จักกัน ยาวนานมิใช่น้อย ในบอร์ดที่ว่าระหว่างที่ทุกคนจบการศึกษา กับระยะเวลาที่บอร์ดดำเนินภารกิจหน้าที่ของมันในการเป็นพาหนะช่องทางหนึ่งของสื่อสาร มีหลายกระทู้ หลายข้อความที่เมื่อกลับไปย้อนอ่านมันก็ ฮาดีไม่น้อย พลันพลอยให้คิดถึงบรรยากาศเก่า ๆ เช่น 1. กระทู้ คิดว่าใครพูดน้อย 2. กระทู้ ผู้ชายพายสัปปะรด 3. กระทู้ มาพูดกันซะดีๆเรื่องทำเว็บอ่ะ 4. กระทู้ ใครได้งานแล้ว..บอกกันหน่อยนะจ๊ะ 5. กระทู้ อยากให้บอร์ดมีคนเข้าเยอะ 6. กระทู้ มาร่วมโหวตกันหน้อยยยยยยย (สถานที่จัดงานรับปริญญา) 7. กระทู้ อัพเดทข่าวคราวการเกณฑ์ทหารกันหน่อยนะ...อยากรู้อ่ะ 8. กระทู้ Say hi! my friend 9. กระทู้ ขอโทษเพื่อนๆที่มาสอบที่ กต. 10. กระทู้ โอนเงินงานเลี้ยงบัณฑิตได้แล้วครับ 11. กระทู้ ขอแสดงความเสียใจกับแอนท์ 12. กระทู้ ร่วมแสดงความยินดีกับ เอมมี่ เพื่อนร่วมสาขาเราด้วยนะกั๊บ(ด่วนมั่กๆ) 13. กระทู้ ร่วมด้วยช่วย "แตงไทย 14. กระทู้ ถึง...เพื่อนๆที่ทำงานที่กระทรวงต่างประเทศ 15. กระทู้ Coke Return!!! (กระทู้ไร้สาระ อย่าอ่านเลยว่ะ) 16. กระทู้ เพื่อนๆ บอกเล่าเรื่องของตัวเองตอนนี้กันหน่อย 17. กระทู้ ร่วมแสดงความยินดีกับเจ๊เปิ้ล 18. กระทู้ ที่สุดของปี2548 19. กระทู้ ขอบคุณเพื่อนๆทุกคนครับ 20. กระทู้ ไร้สาระ1--เกี่ยวกับบอร์ดบรรณ27และอนาคตที่จะเป็นต่อไป 21. กระทู้ โครงการทำเพลง 22. กระทู้ วันเลี้ยงรุ่น 23. กระทู้ มาดูกิ๊ก ท่านหัวหน้า 555 24. กระทู้ งาน Library Meeting in Bangkok 1st 25. กระทู้ ประลองสมอง - ต่อกลอนแก้เซ็ง 26. กระทู้ ประเมินผล" โครงการ 8 เมษายน 2549 27. กระทู้ โครงการ วันเลี้ยงรุ่น รีเทิร์น 28. กระทู้ โครงการทำทะเบียนรุ่น(ทำจิงๆนะ).....(เชื่อเถอะ 29. กระทู้ โครงการ “ภาพเก่านำมาแฉ” 30. กระทู้ มารำลึกถึงอดีตอันแสนหวาน? กันเถอะเพื่อนๆ 31. กระทู้ LIB#27 meeting 32. กระทู้ เรื่อง ลูกไก่ข้ามถนน 33. กระทู้ มาแต่งกลอนกันดีก่า...... 34. กระทู้ เรื่องหนังสือรุ่น ฯลฯ และ อีก หลาย ๆ กระทู้ นั่ง อ่าน กระทู้กล่าว ฮา มากมาย อ่านแล้วแม้จะกลั้นยิ้ม ที่มุมฝีปากได้ แต่สายตามันก็ดันยิ้มแทน ไม่เชื่อ ๆ เพื่อนลองคลิ๊กเข้าไปอ่านดู แล้วท่านจะรู้ว่าเราไม่โกหก ถ้าไม่จำเป็น ผมว่านะหากวันใดวันหนึ่ง เวลาผ่านไปนานเข้า สักวันเราหยิบ กระทู้ พวกนี้ มาพิมพ์ทำหนังสือ แจกจ่าย ให้เพื่อนอ่านคงจะดีไม่น้อย เพราะอย่างน้อย ๆ มันจะช่วยเตือนความจำได้บ้าง ว่าเมื่อครั้งหนึ่งไอ้พวกเราก็ เป็นคนเช่นนี้นะ ตอนนี้ด้วยเวลาทำให้ หลายสิ่ง หลายอย่างมันเปลี่ยนไป การเปลี่ยนแปลงเป็นสิ่งที่จริงขึ้นตราบใดที่เรายิ่งดำเนินชีวิต แต่ผมก็หวังว่าสิ่ง ๆ ดี ไม่อยากให้มันเปลี่ยนแปลงก็เท่านั้นเองครับพี่น้อง 8月31日 ความรักกับลูกฟุตบอล และก็หนังเกาหลีก่อนอื่นต้องบอกก่อนว่า ผมได้รับแรงบันดาลใจในการเขียนข้อความนี้หลังจากได้อ่าน ข้อความของเพื่อนคนหนึ่งที่ลงในสเปซของเขา ซึ่งแต่ก่อนเขาเป็นเพียงแค่นักเล่นบอล (หมายถึงการใช้ฝีเท้า การออกกำลัง ไม่ใช่ การใช้ปากกาขีดเขียนบนกระดาษแล้วตามลุ้น) แต่ ณ ตอนนี้เขาคือ “กัปตัน” ครับ ! เขา คือ กัปตันแตงไทย เขาเป็นกัปตัน โดยการสถาปนาตนเองขึ้น (เขาว่างั้น) ดีใจที่เขาได้เล่นฟุตบอลที่เขารัก และอยู่ในฐานะผู้นำในสนาม ผมไม่รู้ว่าผู้เล่นคนหนึ่งที่ดันตนเอง (ส่วนคนอื่น ๆ ในทีม “ถีบ”) ขึ้นเป็นกัปตัน ในฐานะผู้นำของเขา การแสดงบทบาทในสนามจะเป็นเช่นไร เรื่องนี้ผมไม่ใคร่ จะใส่ใจเท่าไร อาจเป็นเพราะผมกับเขาเล่นฟุตบอลด้วยกันมานาน แต่ผมสนใจในบทความของเขาเสียมากกว่า เขาเขียนในข้อความ “ความรักเปรียบเสมือน...ลูกบอลลูกหนึ่ง” ผมคงไม่นำมาฉายซ้ำ เดี๋ยวจะหาว่าคัดลอก ผิด จรรยาบรรณ และลิขสิทธิ์ (ไอ้นี่ มันไม่ค่อยอยากให้ใครไปยุ่ง วุ่นวายกับชีวิตมัน มันบอกว่ามันพังเพราะเพื่อนมาเยอะแล้ว แต่ผมดันชอบที่จะเข้าวุ่นวายกับชีวิตของมันซะเหลือเกิน) ผมขออนุญาต (แต่ไม่ได้ขอจากมัน) ยกตัวอย่างบางประโยคของเขาก็แล้วกัน แต่หาก ใครสงสัย ว่าเขาเขียนเต็ม ๆ ว่ายังไงก็ เข้าตามนี้แล้วกันครับ http://dash496.spaces.live.com/default.aspx ในฐานะที่เป็นนักฟุตบอล เขาเปรียบเปรยได้น่าฟัง น่าอ่าน น่าคิดตาม ได้ค่อนข้างดีทีเดียว เช่นที่ว่า “ ลูกบอลมันกลมๆใช่ป่าว แล้วมันจะเด้งๆ ด้วย พอมันเด้งๆ ลูกบอลก็ดูเหมือนมันกระโดดเต้นรำอยู่.....นั่นแหละความรัก เวลาเรามีรัก มันก็จะมีความสุขอย่างนั้นแหละ อยากร้องรำทำเพลง เต้นแร้งเต้นกาไปทุกจังหวะชีวิต แล้วลูกบอลอยู่ๆไป มันต้องมีอ่อนลม แฟบลงสักวัน แล้วจะทำไงดีล่ะ ก็เติมลมให้มันสิวะ เหมือนความรักไง ที่มันต้องการความเอาใจใส่ ห่วงใยดูแล เหมือนลมที่สูบให้ลูกบอล ไม่งั้นลูกบอลก็จะไม่เด้งๆ” กัปตันเราก็ช่างคิดเสียจริง มีประโยคเด็ด ๆ จากกัปตันของเราหลาย ๆ ประโยคทีเดียว ไม่น่าเชื่อใช่ไหมล่ะครับ หึ หึ ที่ผมหยิบยกมาก็ไม่ใช่อะไรหรอกครับ เพียงแต่ว่า เวลาผมอ่านแล้ว ผมดันคิดตามไปกับมันด้วยที่ผมเป็นคนเล่นบอลคนหนึ่ง (ใช้ทั้งฝีเท้าและฝีมือ) ผมว่าทัศนะของกัปตันแตงไทยดูมันเข้าท่านะ ที่เปรียบได้อย่างนั้น ผมไม่แน่ใจว่าข้อความข้างในของกัปตันแตงไทยแฝงความรู้สึก ไปถึงใครคนหนึ่ง ที่เขาอยากให้มาอ่านมากน้อยขนาดไหน ผมอยากจะบอกในฐานะเป็นนักฟุตบอล ที่พอจะเข้าใจ(เอาเอง) การเปรียบเทียบ เปรียบเปรย ความรัก (ต่อใครคนหนึ่ง) ของเขา กับสิ่งที่เขารัก(ฟุตบอล) สิ่งที่คุ้นเคย (ฟุตบอล) สิ่งที่เขาถนัด(ฟุตบอล) สิ่งที่เขาพอจะเข้าใจมากที่สุด(ฟุตบอล) มันคือ ความรู้สึกที่ค่อนข้างจะแท้จริง มันอาจจะเรียกว่า “ความชัดเจน” มากที่สุดเลยก็ว่าได้กระมั่งครับ ผมขอแสดงทัศนะหนึ่งระหว่างการเปรียบเทียบ “ความรักกับฟุตบอล” เพิ่มเติมจากกัปตัน เสียบ้าง ในฐานะที่มีความรักต่อสิ่งที่เรารักเหมือนกัน (ฟุตบอล) “เราต่างพยายามแย่งชิง และต้องการครอบครองบอลที่มีเพียงลูกเดียวในสนาม คนที่ชั้นเชิงที่ดีกว่า มักมีโอกาสที่ดีกว่าในการครอบครองลูกบอลลูกนั้น คนที่ชั้นเชิงด้อยกว่าแม้ว่าจะได้มีโอกาสครอบครองมัน แต่ก็อาจจะโดนเบียดแย่ง (จากคนที่ชั้นเชิงดีกว่า) หรือจังหวะที่เราครอบครองนั้นมันก็มีโอกาสทำมันหลุดจากการครอบครองไปเอง (ด้วยที่มีชั้นเชิงที่ด้อย) แต่สิ่งที่เหมือนกันไม่ว่าจะป็นคนที่ชั้นเชิงดีหรือคนที่มีชั้นเชิงด้อย เมื่อได้ครอบครองได้สักระยะหนึ่ง จำต้องเตะไปจากการครอบครองของตนเอง ไม่ว่าจากจังหวะต้องการทำประตู หรือต้องผ่านให้คนที่ตำแหน่งดีกว่า แต่ไม่ว่าจากสาเหตุใดก็ตาม พอมันหลุดจากการครอบครองไปแล้ว ฟุตบอลมันไม่ได้เลือกว่าจะอยู่กับใครคนใดคนหนึ่งได้ พวกเราก็ต้องกลับมาแย่งชิงและครอบครองมันอีกครั้งต่อไป จนกว่ามันจะหมดเวลา” “ความรักก็เหมือนกัน คนเรามักวิ่งหาความรัก คนที่พร้อมและดีกว่ามักมีโอกาสมากกว่าคนที่ไม่พร้อมในการที่จะรักษาความรักนั้นไว้ แต่เวลาที่มีความรักแล้ว เราอาจจะไม่สามารถรักษาความรักให้อยู่กับเราได้ตลอดเวลา เราจึงต้องพยายามรักษาความรักให้คงอยู่ เพราะถ้ามันหลุดไปแล้วเราบอกไม่ได้หรอกว่าความรักมันจะเลือกทางไหน ถ้าหากมันหลุดลอยไปแล้ว เราต้องเป็นฝ่ายวิ่งไปหามัน หากไม่เช่นนั้นแล้วมันก็หลุดลอยไปจนจบสิ้นเวลา” อืม...ผมอาจจะเรียบเรียงอ่านแล้วดูสับสน แต่ลองเสียเวลาทำความเข้าใจกับมันแล้ว ผมว่ามันก็จริงเหมือนกันนะครับ (พยายามยัดเยียดความคิดเห็นให้สอดคล้องไปด้วยกัน) เมื่อวานมีโอกาสได้ดูหนังเกาหลี เรื่องหนึ่ง จำชื่อไม่ได้เพราะมันค่อนข้างจะยาว เนื้อหาประมาณว่า พี่น้อง 2 คน คนพี่เป็นผู้ชายที่ไม่กล้าบอกรักคนที่ตนเองรักเลย ทั้ง ๆ คนที่ตนเองรัก ก็สนใจตนเองบ้างเหมือนกัน ส่วนคนน้อง สนใจแต่เรื่อง SEX ผ่านผู้หญิงมากก็มาก แต่ก็เหมือนพี่ชาย เขาไม่เคยบอกรักผู้หญิงที่เขาผ่านมาสักคน มันเป็นความเหมือนที่แตกต่างกัน ผมสนใจในเรื่องของพี่ชายเสียมากกว่า คือว่า มันเป็นแบบนี้จะเล่าให้ฟังครับ ในสมัยที่เรียนมหาวิทยาลัยนั้น เขาเจอคนที่ใช่ (ในเนื้อเรื่องเป็นรุ่นน้อง) เขาสนใจเธอ แต่ไม่เคยแสดงออกให้รู้สักครั้งว่าเขาชอบเธอ ด้วยความไม่กล้าบอก เพียงแต่ได้มองเธอห่าง ๆ ดูแลเธอห่าง ๆ เช่น แอบจ้องมองเธอ ... เวลาที่มีโอกาสไปส่งเธอที่บ้าน เขาจะหยุดก่อนของบ้านฝ่ายหญิงที่ฝั่งหนึ่ง และบอกลาเธอ ก่อนแอบเดินตามเธอจนเธอเข้าบ้านไปเรียบร้อยและปลอดภัย เขาไม่กล้าเผยความรู้สึกใด ๆ เลย จนจบมหาวิทยาลัย และล่วงเลยมาเข้าปีที่เจ็ด เขากับเธอมาเจอกันอีกครั้งหนึ่ง ความรู้สึกดี ๆ มันกลับมาอีกครั้ง ไม่ซิ ต้องบอกว่า มันไม่เคยหายไปเลยต่างหาก แต่เขาก็เป็นเหมือนเดิม คือ เขาขาดความกล้าที่จะเผยใจตนเอง ในขณะที่ฝ่ายหญิงนั้น ก็ดูท่าทางมีความสนใจฝ่ายชายเหมือนกัน สิ่งที่แสดงออกให้เห็นบ้างเช่น เขาขอร้องให้ฝ่ายช่วยสอนถ่ายภาพให้ (ฝ่ายชายเป็นช่างภาพ) และหลายสิ่งหลายอย่าง ดูไปมันลังเล เก้ๆ ก้าง ๆ และอึดอัดกันทั้งคู่ กว้าไปข้างหน้าบ้างก็เหมือนมันก็ถอยกลับ ผมดูแล้วมีความรู้สึกเช่นนั้นเลย และอึดอัดใจไปด้วยจริง ๆ และความพลิกล๊อก แบบโชคร้ายมันก็เกิดขึ้น ในวันวาเลนไทน์ ฝ่ายหญิง นำดอกไม้ ซอคโกเล็ต และการ์ด เพื่อนำมาฝ่ายชาย ขณะที่เธออยู่หน้าร้าน น้องชายฝ่ายชายก็เดินผ่านมาเจอแล้วถามว่ามาหาใคร ฝ่ายหญิงบอกว่า เอามาให้กวงซิก(ชื่อฝ่ายชาย) เธอฝากให้กับน้องชาย (กวงเต) ให้เอาไปให้ (อาจจะเป็นเพราะเธอไม่กล้าเอาไปให้เองได้มั้ง) กวงเตขณะนั้นกำลังเมาอยู่กับจำไม่ได้ว่าเธอเอามาให้ใคร พอเข้ามาในร้าน เจอเพื่อนตนเองและพี่ชายอยู่ในร้านก็เลยบอกว่าผู้หญิงเอามาให้แก่เพื่อนของตนเอง ไอ้เพื่อนกวงเต คนนี้ก็เล็งรุ่นน้องของฝ่ายชายอยู่เหมือนกัน โดยก็ไม่ทราบว่ากวงเตกับคนที่ตนเองนั้นชอบต่างก็สนใจกันและกันโดยไม่มีฝ่ายไหนมั่นใจ (เพราะลังเล) พอไอ้เพื่อนของกวงเตเปิดดูการ์ด ก็ดีใจ และเอาซ๊อคโก้เลตไปให้กวงซิกด้วย และออกไปข้างนอก กวงซิกก็แวะแอบไปดูการ์ดก็ตกใจ ข้อความเขียนว่า “ช่วยสอนฉันถ่ายภาพด้วย” และก็ลงชื่อของเธอ (แต่เขาไม่ได้เขียนเป็นภาษาไทยหรอกนะครับ) เขาได้อ่านแล้วก็เลยเข้าใจผิด รู้สึกเสียใจอยู่ไม่น้อย แต่ก็ยังอุตส่าห์เชียร์น้องเพื่อนให้ฝ่ายหญิงได้ฟังอีกต่างหาก (และตรงนี้กระมั่ง ฝ่ายหญิงก็คงคิดว่ากวงซิกอาจจะไม่สนใจเธอ) เนื้อเรื่องดำเนินต่อไป จนฝ่ายหญิงเป็นแฟนกับเพื่อนของน้องชายไป ถึงขั้นจะแต่งงานกัน(ผมมองว่าในเนื้อเรื่องมันเร็วไปมาก เพราะทั้งคู่รู้จักกันไม่ถึงปีด้วยซ้ำ)ซึ่งมันอาจจะเกิดจากพรหมลิขิตของทั้งสองคนก็เป็นไปได้ (ฝ่ายหญิงกับเพื่อนน้องชาย) แต่มันช่างเป็นความโหดร้ายที่แสนเจ็บปวดนัก ของกวงซิก (ที่อุตส่าห์แอบรักเธอนานตั้ง 7 ปี) ถ้าหากกับมามองความผิดพลาดที่เกิดจากน้องชายเอาของขวัญวาเลนไทน์ไปให้ผิดคน อยู่มาวันหนึ่ง น้องชายเมาเหล้าอีกที มันดันกลับจำได้ว่า ของขวัญวาเลนไทน์ วันนั้นเป็นของพี่ชาย หลังจากพี่ชายระบายความในใจให้ฟังไปก่อนหน้านี้ น้องชายไปสารภาพให้พี่ชายฟังตอนที่หลับ บังเอิญว่า พี่ชายดันไม่หลับด้วยซิครับ มันก็เลยยิ่งเป็นความเจ็บปวด ที่ต้องไปงานแต่งของคนที่เขารัก ในเนื้อเรื่องเขาเข้าไประหว่างที่ประกาศแต่งงาน เขาเอื้อมมือไปหน้าหญิงสาว (ผมลุ้นลึกๆ) แต่เขาก็เลือกที่จะหยิบไมโครโพนและร้องเพลงแทน (ผมฟังเพลงเกาหลีไม่เข้าใจ) แต่ทั้งภาพ เสียง มันดูบาดหัวใจแทนยังไงไม่รู้ ภาพฉายมันย้อนไปตั้งแต่สมัยเรียนมหาวิทยาลัยเหตุการณ์ ที่ว่า เก้กาง ๆ ลังเล การช่วยเหลือดูแลเธออยู่ห่าง ๆ แต่พอจะรู้สึกได้ ภาพมันถูกฉายออกมา ผมดูแล้วรู้สึกสงสารกวงซิกอย่างสุดซึ้งราวกับว่าเป็นเรื่องของตนเอง มีอยู่ฉากหนึ่งก่อนหน้านี้ที่ ผมรู้สึกว่าเป็นฉากที่ได้ยินแล้ว มันช่างรู้สึกเจ็บปวดแทนกวงซิก นัก มันเป็นฉากที่ กวงเต ถามฝ่ายหญิง ว่า คิดยังไงกับพี่ชายของเขา (หลังจากจำได้แล้วว่าตนเอง เอาของขวัญให้ผิดคนในวันวาเลนไทน์นั้น) ขณะที่เพื่อนของเขา (แฟนฝ่ายหญิง ที่จะเป็นเจ้าบ่าว) เมาหลับไป ฝ่ายหญิงตอบว่า “ฉัน.....ไม่ได้โง่หรอกนะ .......ฉันก็พอสังหรณ์ใจบ้างเหมือนกัน” “แต่ผู้หญิง ทำตามรางสังหรณ์ของตนเอง ไม่ได้หรอกนะ” เธอกล่าวอย่างราบเรียบ ตามบทที่เรียบร้อยน่ารักของเธอ นั่นมันก็แสดงให้เห็นว่า เธอก็พอจะรู้ว่า กวงซิก น่าจะชอบเธอมาตั้งแต่เรียนมหาวิทยาลัยเหมือน ๆ กับเธอ แต่จะให้เธอแน่ใจ (ตามรางสังหรณ์ของเธอ) ฝ่ายเดียวได้อย่างไร แล้วเรื่องราวความรักของเขาและเธอมันก็ค้าง ๆ คา ๆ มาซะแบบนี้ สุดท้าย มันก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้น แม้ว่าเวลาจะผ่านมายาวนานเท่าใดก็ตาม มันก็ไม่ได้ช่วยอะไรเลย มีอีกฉากหนึ่งของกวงซิก ตอนที่นั่งระบายกับกวงเตน้องชาย ที่โดนใจผมมาก ๆ เขาบอกว่า เขาอยากให้เวลาที่เขาได้มีโอกาสพบเนื้อคู่ คนที่ใช่แล้ว....ให้เวลามันหยุด แล้วมี เสียงอ๊อดดังขึ้น เป็นสัญญาณบอกกลาย ๆ ว่า คนนี้แหล่ะ คือ “คนที่ฟ้าส่งมาให้” .....คนแหล่ะคือ “เนื้อคู่ของเรา” บางทีแล้วสำหรับคนอื่นมันอาจจะไม่จำเป็นเลยก็ได้ แต่คนที่ไม่มีความกล้า ไม่มีความมั่นใจแล้ว ผมว่ามันโดนใจจริง ๆ อย่างน้อย ๆ มันก็โดนใจผมล่ะคนหนึ่ง อืมต่อยังไงดี..... เอาเป็นว่า ผมดูหนังเรื่องนี้แล้ว ชอบนะแต่มัน รู้สึกนอนหลับได้ยากเหลือเกิน เพราะ มันค้างคา ใจเหลือเกิน ถึงแม้ว่าตนเองกวงซิก จะได้พบเนื้อคู่ และมีสัญญาณบอกอย่างที่เขาว่า (เสียงอ๊อดเตือนไฟไหม้ดังขึ้น) ขณะที่เจอหญิงสาวที่เป็นเนื้อคู่ของเขา .........เพียงแต่ว่า.....ไม่ใช่เธอ...คนนั้น (คนก่อนหน้าที่คิดว่าใช่) ผมก็หวังเพียงแต่ว่า จะได้ยินสัญญาน หรือระฆังบอกว่า นี่คือ...”คนที่ฟ้าส่งมา” บ้างเหมือนกัน 8月22日 เรื่องเซอร์ไฟส์อย่างที่กล่าวในข้อความก่อนหน้านี้ (ความรู้สึกดี ๆ ทำให้มีความสุข) ที่ผมบอกไปว่าคนเรานั้น ความสุขกับความทุกข์มันอยู่ปนเปกันไป ความรู้สึกดี ทำให้มีความสุข ส่วนความรู้สึกไม่ดีมันทำให้เราทุกข์ และความทุกข์มันทำให้เรารู้สึกแย่ ๆ ตามมา ผมได้บอกเรื่องดี ๆ ที่ได้ทำในรอบสัปดาห์(ที่แล้ว) มันทำให้เกิดความรู้สึกดี ๆ และทำให้ผมมีความสุขไปแล้วในก่อนหน้า(แต่อยู่ข้างล่างข้อความนี้) มาถึงข้อความนี้จะได้บอกในสิ่งที่ผมไม่ได้ทำแต่มันดันทำให้ผมเกิดความรู้ที่ไม่ดี เกิดมีความรู้สึกแย่ ๆ และมันก็เลยกลับกลายเป็นความทุกข์ใจของผม ความรู้สึกที่ว่าแย่ ๆ นั้น มันเกิดขึ้นอย่าง “เซอร์ไฟส์” มันคือสิ่งที่ไม่น่าเกิดและผมคาดไม่ถึงว่ามันจะเกิดขึ้น ความเซอร์ไฟส์ ถ้ามันเกิดขึ้นอย่างโดนใจในทิศทางที่เป็นบวกมันจะสะท้อนเป็นความสุข หากมันเกิดขึ้นในทิศทางที่เป็นลบแล้วมันก็คือความทุกข์ แต่ไม่ว่าจะทิศทางบวกหรือลบ สิ่งที่เกิดเหมือน ๆ กันคือ อาการประหลาดใจ อึ้ง ตกใจ หรือแม้กระทั่งอาการซ็อก มันก็ขึ้นอยู่กับว่ามันเป็นเรื่องเซอร์ไฟส์สำหรับคน ๆ นั้นมากน้อยเพียงใดด้วย ส่วนเรื่องเซอร์ไฟส์ของผมมันเกิดขึ้นติด ๆ กัน บางเรื่องเป็นเรื่องซ้ำ ๆ เดิม ๆ แต่มันก็ประหลาดใจได้ทุกครั้งทุกครา ความรู้สึกไม่ดี ในชีวิตผมในช่วงเวลานี้ มีไม่กี่เรื่องหรอกครับ ไม่ต้องเดาให้ยากหรอกครับ เพราะผมจะเล่า(พิมพ์)ให้ได้ฟัง (อ่าน)กันอยู่ เรื่องเซอร์ไฟส์ที่เกิดขึ้นในทิศทางที่เป็นลบ อันพลอยทำให้ผมเกิดอาการเศร้าใจ ณ เวลานี้คือ เรื่องของ “ความรัก” ครับ มันเป็นความรักในเกมส์ฟุตบอล ต่อทีม “Manchester United” หรือ “แมนฯยูฯ” ทีมฟุตบอลที่ผมเชียร์กับฤดูกาลใหม่ที่เริ่มต้น นัดเปิดฤดูกาล 2007- 2008 ในวัน อาทิตย์ ที่12 สิงหาคม 2550 ผมรู้สึกประหลาดใจเป็นอันมาก เพราะทีมรักทำได้แค่เสมอกับทีมเรดดิ้ง ไป 0-0 ทั้งที่หากจะว่าไปตามตรงแล้วคงไม่มีแฟนบอลคนไหนกล้าคิดว่าเรดดิ้งจะหาญกล้ามาแบ่งแต้มที่บ้านกับแชมป์เก่าได้ ทีมแมนฯยูฯ เตะเป็นคู่สุดท้ายจากจำนวน 10 คู่ ในขณะที่ทีมคู่แข่งสำคัญ และถือเป็นอริ อย่างลิเวอร์พูล เชลชี และอาร์เซน่อล ต่างเก็บ 3 แต้มเต็มไปถ้วนหน้า แม้ว่าแต่ละทีมจะชนะอย่างหืดหอบและลุ้นกันตัวโก่งไปทั้งสิ้นแต่ทั้งหมดก็เก็บเต็มแต้ม ผมมีโอกาสได้ดูอาร์เซน่อลแข่ง นอนลุ้นคู่แข่งอย่างฟูแล่ม จนสิวแทบจะขึ้นหน้า(เชียร์อย่างออกหน้าออกตา) แต่อาร์เซน่อลก็มาฟอร์มเดิม เหมือนฤดูกาลที่แล้ว คือคู่แข่งออกนำไปก่อน และมายิงแซงช่วงท้ายเกมส์ นัดนี้ก็เช่นกัน ฟูแล่ม ออกนำตั้งแต่นาทีแรกจาก ความผิดพลาดของเลห์มัน นายทวารของปืนโต (ฉายาทีมอาร์เซน่อล) ที่เตะแบ๊กในขณะที่ฮิวลี่กองหน้าฟูแล่มจะสไลด์สวนเข้าไป แต่ทั้ง ๆ ที่ตลอดทั้งเกมส์ฟูแล่มก็เล่นเกมส์ได้ดี แต่นาทีที่ 83 ก็ดันมาพลาดเสียจุดโทษให้อาร์เซน่อล ยิงตีเสมอ หนำซ้ำก่อนหมดเวลาแค่ 1-2 นาทีอาเซน่อลดันมาได้ประตูชัยเป็น 2-1 เรียกได้ว่า ซ็อก เล็ก ๆ เหมือนกัน เรียกได้ว่าผมเกิดอาการเซ็งจัด มาดูเชลชีแข่งบ้างครับ คู่นี้มันก็เซ็งจัดไม่ใช่เล่น เชลชีพบเบอร์มิงแฮม นัดนี้เชลชีชนะ 3-2 ครับ ชนะแบบโดนนำไปก่อนตั้ง 2 ครั้งซะด้วยนะครับพี่น้อง มันก็ดันกล้ายิงแซงชนะไปอีก อีกคู่คือ แอสตัน วิลลล่า พบ ลิเวอร์พูล คู่นี้ยิงแสบสันต์ครับ แม้ลิเวอร์พูลจะยิงออกนำไปก่อน 1-0 แต่ช่วงท้ายเกมส์นาทีที่ 85หรือ 86 นี่ล่ะที่ วิลล่าได้จุดโทษตีเสมอแล้วเชียว แต่นาทีถัดมาลิเวอร์พูลดันได้ฟรีคิก แล้วไอ้เจิด เจอร์ราด มันก็ยิงเข้าไปเป็นประตูชัยซะอีก คิดเอาครับ 3 คู่ที่แข่งก่อน คู่อริชนะไปหมดแถมชนะแบบ สร้างความแค้นใจให้ทั้งนั้น ไม่ว่าจะพลิกกลับมาชนะ หรือการยิงประตูชัยท้ายเกมส์ แต่ทีมเชียร์นี่ซิครับ ดันเสมอซะได้ ทั้ง ๆ ที่บุกอยู่ตลอดทั้งเกมส์ เจาะยังไงก็ยิงไม่เข้า แต่ไม่รู้จะโทษใคร เพราะแมนฯยูฯ ก็เล่นกันดีทุกคน เกมส์รุกก็สวย ๆ ทั้งนั้น แต่ทำไม ๆ ไม่เข้าใจ ทำไม่ถึงยิงไม่เข้า ทำไม ๆ และทำไม ไม่เข้าใจ ครับ แถม รูนี่ย์ ดันเจ็บจากเกมส์นั้น พักตั้ง 2 เดือน โอ ๆ พระ(พุทธ) เจ้า มัน ไม่น่า ..มันไม่น่าเลย..ไม่จริง..เรียกว่า “เซอร์ไฟส์” จริง ๆ นัดแรกของแมนฯยูฯ มันเสมอ 0-0 นัดที่สอง คือ คืนวันพุธ ที่ 15 สิงหาคม 2550 พบกับปอร์ทสมัธ คราวนี้ไปเยือน ครับ ผมค่อนข้างมันใจอย่างมากมาย เพราะจากฟอร์มการเล่นที่แสนจะบุกสนุกสนานจากนัดที่แล้ว มันสร้างความมั่นใจให้กับผมเสียเต็มประดา ที่เสมอมา 0-0 เพราะดวงไม่ดีเท่านั้น เกมส์นี้เริ่มมาแค่นาทีที่ 15 ทีมเราก็ขึ้นนำจากพอล สโคล อันมาจากการประสานงานที่แสนจะยอดเยี่ยมจากเตเบซ นักเตะใหม่ที่มาแทนรูนี่ย์ขณะที่ต้องพักพื้นอาการกระดูกเท้าไม่สบาย แมนฯยูฯ ออกนำเร็วอย่างนี้ แน่นอนผมก็ต้องคาดหวังว่า ชนะชัยมันจะปรากฎให้เห็นแน่ เพราะอะไรที่ทำให้ผมมั่นใจขนาดนั้นก็ไม่ทราบ อาจจะเป็นเพราะฟอร์มการเล่นที่มีโอกาสขึ้นเกมส์รุกและการที่ได้จบจากการยิงล่ะมั้ง แต่ว่า.......ใช่ครับ มันมีแต่ ...ปอร์ทสมัธ ก็ตีเสมอได้จากการโหม่งในช่วงครึ่งหลัง ผมจำชื่อคนยิงไม่ได้ (และไม่อยากจะจำสักเท่าไร) สกอร์ออกมา 1-1 ท้ายเกมส์ เจ้าบ้านโดนใบแดงไปหนึ่งคน แทนที่แมนฯยูฯ จะอาศัยช่วงนี้บดขยี้ แต่เพียงนาที่ต่อมาเท่านั้น ไอ้เจ็ตโด้ คริสเตียโน่ โรนัลโด้ก็ได้รับใบแดงไปอีกจากการที่เอาศีรษะไปสัมผัสคู่แข่งในจังหวะที่กำลังได้คอนเนอร์ ไม่ว่ามันจะแรงหรือเบาอย่างไร ที่แน่มันคือใบแดงและแน่นอน ไอ้โด้ต้องโดนแบน 3 นัดต่อจากนี้ โอ ๆ พระ(พุทธ) เจ้า มัน ไม่น่า ..มันไม่น่าเลย..ไม่จริง..เรียกว่า “เซอร์ไฟส์” จริง ๆ (ประโยคเดิม ๆ ประโยคเก่า มันมาอีกแล้วครับ) ที่ ซ็อก ไปกว่านั้น คือ นัดที่ 3 เมื่อวันอาทิตย์ที่ 19 สิงหาคม 2550 แมนฯยูฯ ไปเยือน แม้ว ซิตี้ หรือ แมนฯ ซิตี้ ของคนที่ผมไม่ชอบหน้าอย่าง ไอ้เหลี่ยม ทักษิณ (ประเด็นหลังเรื่องการเมืองครับ) ในเกมส์ที่ต้องขาดทั้งรูนี่ย์และโรนัลโด้ แต่ผมก็เชื่อนะว่านัดนี้จะชนะ (ก็เชื่อมันทุกนัดนั่นล่ะ) ผมดีใจที่นัดนี้ มี โอเว่น ฮาร์กริฟ ลงแข่งได้ รูปเกมส์ แมนฯยูฯ ดูมุ่งมั่นทีเดียวครับ เดินเกมส์รุกเหมือนเดิม โอกาสก็มีมาแบบเหน่ง ๆ ตั้งหลาย ๆ ครั้ง ไม่ว่าจังหวะหลุดเดี่ยวของนานี่ หรือเอวร่า มันดันทำไม่ได้ บุกอยู่เพลิน ๆ ขึ้นเดียวเหมือนเดิม อย่างเคยชิน เผลอแปล๊บเดียว แมนฯ ซิตี๊ รุกมาจังหวะแรกยิงไกลนอกกรอบแฉลบก้นวิดิซ บอลปั่นไซค์เสียบเสาไปแบบ ฟ้าผ่า ผมนั่งประหลาดใจ อึ้ง และเกือบซ็อก มันเซอร์ไฟส์ครับ เซอร์ไฟร์ จริง ๆ พี่น้อง ก็มันบุกขึ้นมาครั้งเดียว ยิงเข้าไปเลย ไอ้เราก็บุกตลอดนี่ครับ ครึ่งหลังทั้ง บอลชนคาน แม้กระทั่งลงโหม่งจอ ๆ ของเตเบซ ตรงเสาสอง มันช่าง เป็นภาพที่เสียดแทงหัวใจจริงๆครับ จังหวะนั้น ยืนห่างประตูถึง 1 ไม่บรรทัดละมั้งครับ แต่มันดันไปยืนใกล้เสาไป ผมเห็นจังหวะท่านเซอร์อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน (ผู้จัดการทีม แมนฯยูฯ) ดีใจเก้อ เพราะคิดว่ามันเข้าไปแล้ว คิดหัวเราะแต่ก็หัวเราะไม่ออก เพราะอาการที่แสดงออกมันเหมือนผม (และหลายคนที่ดูไม่ว่าในสนามหรือหน้าทีวีสี) ถ้าหัวเราะมันก็หัวเราะเยาะตัวเอง ผมต้องเอ่ยประโยคเดิมอีกครั้งอีกแล้วครับ ใช่ครับ โอ ๆ พระ(พุทธ) เจ้า มัน ไม่น่า ..มันไม่น่าเลย..ไม่จริง..เรียกว่า “เซอร์ไฟส์” จริง ๆ ป.ล. วันนี้เอาแค่นี้ก่อน เรื่องเซอร์ไฟส์ มันก็ยังคงมีอีก แต่ ตอนนี้ ผมก็ รู้สึกแย่ ๆ ว่ะ 8月17日 ความรู้สึกดี ๆ ทำให้มีความสุข มันเป็นจริง ดังที่พระท่านว่า คนเรา มันย่อมมี ทั้งความสุขและทุกข์ ปนเปกันไป ในรอบสัปดาห์นี้ ผมมีทั้งความรู้สึกดี ๆ และแย่ ๆ เกิดขึ้น โดยเวลาที่รู้สึกดี ก็มีความสุข และตอนที่ทุกข์ ดันรู้สึกว่าแย่
รอบสัปดาห์นี้ ผมขออนุญาตนับจากวันเสาร์ที่ 11– 16 สิงหาคม 2550 เลยก็แล้วกันครับ นับถึงเวลาปัจจุบัน ขณะที่พิมพ์ข้อความนี้เลยแหล่ะ ไม่มันใจว่าหลังจากนี้ (พิมพ์ข้อความ) จะมีความสุขหรือทุกข์ เข้ามามากน้อยประมาณใด
ความรู้สึกดี ๆ ของรอบสัปดาห์ เกิดจากเมื่อ ผมได้รับโทรศัพท์ จากรุ่นน้องคนหนึ่งประมาณ ราว ๆ ประมาณเที่ยง กว่า ๆ หลังจากที่ ตื่นจากที่นอนและออกมาซื้อหนังสือพิมพ์สตาร์ซ็อคเกอร์ที่ยูเซ็นเตอร์และเลยไปทานข้าวเที่ยงที่รปภ. (ติดกับโรงชาย) อันเป็นกิจวัตรประจำวันของช่วงที่เป็นวันหยุดเสาร์ และอาทิตย์
เสียงโทรศัพท์ ดังขึ้นหลังจากที่ผมทานข้าวเสร็จไป ไม่กี่วินาที
“พี่น้อยอยู่ไหนเหรอ”
ผมบอกว่า ผมดูหนังอยู่ รปภ. โดยไม่ได้บอกว่า มานั่งทานข้าวด้วย เพราะผมคาดเดา ถึงประโยคต่อไปของเธอได้ ว่า จะถามว่าอะไร
“พี่น้อย ทานข้าวหรือยัง....ไม่มีเพื่อนทานข้าว” เธอบอก
ผมหยุดคิดสัก 1 กลั้นของการหายใจ และผม ก็ไม่ได้บอกว่า ทานข้าวเรียบร้อยแล้ว ผมเพียงบอกแต่ว่า
“เดี๋ยวจะไปรับนะ ตอนนี้หรือ สักกี่นาทีดี”
หากจะบอกว่า “ทานไปแล้วล่ะ” ก็เกรงว่า น้องจะเกรงใจเรา และเราก็เกรงว่า เธอจะตอบว่า “งั้นไม่เป็นไรค่ะ” เพราะไอ้เราก็อยากจะไปเจอเธอ หากจะบอกว่า “ยังไม่ทานหรอก” มันก็รู้สึกเหมือนว่าโกหก เพราะเราไม่อยากโกหกเธอหรือใคร ๆ (ถ้าไม่จำเป็น 555) เพราะมันไม่ค่อยจะชินกับการโกหกสักเท่าไร การที่ผมไม่ตอบ ก็เลยไม่ได้หมายถึงการโกหก เพียงแต่ว่าบอกไปไม่หมดเท่านั้นเอง
ผมไปรับน้องที่หอ และน้องก็ยังถามประโยคเดิมว่า
“พี่น้อยทานข้าวหรือยังเนี๊ย”
ผมหยุดคิดในใจ สักพักก่อนจะตอบว่า
“ต่อให้พี่กินอยู่ พี่ก็จะหยุดกิน และก็จะมา” เหอ ๆ มันเข้าข่ายโกหกหรือเปล่า ชักจะไม่แน่ใจ
คำถามต่อมาคือ เราจะไปทานที่ไหนกันดีเอ่ย ยังไม่ได้คำตอบผมก็พาเธอนั่งรถออกมา ขับไปเรื่อย ๆ ก่อนจะเสนอว่า “ไปกิน ก๋วยเตี๋ยวไหม” คงจะพอทราบใช่ไหมครับ ว่าทำไมต้องไปกินก๋วยเตี๋ยว เพราะหากไปกินข้าวอีกจานผมคงจะจุกแน่ ๆ
มีเรื่องดี ๆ ที่ว่าตามมาหลังจากทานข้าว (เกี๋ยวเตี๋ยว) คือ ผมได้มีโอกาสบริจาคเลือด อีกครั้ง ซึ่งผมก็ถือว่าเป็นวันดี แม้มันจะไม่ตรงกับวันแม่ แต่การที่เรามาบริจาคก่อน 1 วัน ผมก็ตั้งใจว่า การบริจาคเลือดครั้งนี้ ก็เพื่อแม่นั่นแหล่ะ โชคดีไม่น้อย ที่เรามีโอกาสได้บริจาคเลือดทั้ง วันพ่อ และวันแม่ ในรอบนี้ผมบริจาคอีกครั้งเดียวก็จะได้เสื้อแล้วละครับ (นับจากวัน พ่อ 5 ธ.ค. 49 ไล่มา 2 มี.ค. 50 และ 11 สิงหาคม 50) เรื่องดี ๆ การได้ทำดี มันทำให้รู้สึกดี และมันทำให้มีความสุข ซึ่งมันก็มาจากน้องคนนี้ถ้าหากไม่ชวน เราบริจาคเลือด เราก็คงอาจจะไม่คิดถึงเลย
อืม ...เอาเรื่องความรู้สึกดี ๆ สิ่งดี ๆ ที่ได้ทำบันทึกไปก่อนแล้วกัน แต่วันหน้า วันหลังเดี๋ยวมาเล่าเรื่องอื่น ๆ กันบ้าง 8月14日 เมื่อต้องนั่งอ่าน My spacesเมื่อผมต้องนั่งอ่าน My spaces (ของตนเอง) บางครั้งผมก็ไม่เข้าว่า ข้อความที่ผมเคยเขียนไปนั้น ทำไม ผมถึงเขียนไปได้ด้วยลักษณะเช่นนั้น อันหมายถึง บางข้อความก็ยาวแสนยาว บางข้อความอ่านแล้วอ่านอีก จด ๆ จ้องๆ ก็ทำความเข้าใจกับมันไม่ได้ ถึงขั้นต้องตีความกันทีเดียว บางข้อความเห็นถึงว่า ทำไมเรามีความสับสนเช่นนั้นเชียวหรือ? หรือเรามีความรู้สึกเหงา? เสียอกเสียใจ? เราดีใจอย่างมากมายอย่างนั้นเชียว
แต่ก็อย่างว่า มันก็คืออารมณ์คน ๆ หนึ่ง ซึ่งมันมีหลากและหลาย ๆ อารมณ์ แต่มันอยู่ที่ว่าอารมณ์ต่าง ๆ นานา นั้น มันถูกถ่ายทอด หรือถูกระบายออกในรูปแบบ ใด ช่วงเวลาใด และลักษณะใด ๆ บ้างหรือเปล่าเท่านั้น บางครั้งมันก็พยายามส่งต่อไปให้คนอีกคนหรือบางทีก็เพื่อที่จะสื่อสารต่อไปถึงหลาย ๆ คนนั้นให้ได้รับทราบ
เมื่อลองมานั่งวิเคราะห์คราว ๆ จะเห็นว่า ความสุข ยามที่เราแสดงออกผ่าน My spaces ไปนั้น ส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องราวที่เกี่ยวกับ “ฟุตบอล” เสียเป็นส่วนใหญ่ ไม่ว่าจะเป็น การแข่งขันฟุตบอลสนามเล็ก บอล 5 คน 6 หรือ 7 คน ที่เราเคยจัดและเคยร่วมแข่งขัน รวมยาวไปถึงทีมฟุตบอลอันเป็นที่รัก “Manchester United” การดูการแข่งขันกับผลชนะ การครองแชมป์
ความสุข ในการเขียนถึง เพื่อน ๆ สมัย มัธยม และปริญญาตรี การบรรยายเหตุการณ์ที่อุบัติร่วมกัน การท่องเที่ยว มันแสดงถึงความสุข
ส่วนบางเวลา บางอารมณ์ ที่ถูกถ่ายทอดออกมา ในรูปข้อความ ที่อ่านแล้ว แม้แต่ตนเองยังเข้าใจได้ยาก ความสับสน ความเหงา ความรู้สึกที่ไม่เข้าใจในตนเองนั้น ส่วนใหญ่ มันก็คือความเหนื่อยหน่าย ความอึดอัดจากการทำงานในบางช่วงเวลา หรือแม้แต่เรื่องของความรู้สึกต่อใครคนใดคนหนึ่งในแง่ของความต้องการชิดใกล้ ความห่วงใย ความปราถนาดี ที่บางครั้งมันเกิดอาการสับสน บางเวลา เกิดอาการโหยหา และต้องการมัน จนกลับกลายเป็นความเหงาที่ต้องการ จะระบายออก ให้มันถูกถ่ายทอด แต่บางครั้งมันก็เหมือนกับถูก อะไรบางอย่างที่ยึดและล็อกมันไว้ บางช่วงเวลา บางข้อความ บางบรรทัด มันระบาย ออกอย่างไม่เกรงและหวาดหวั่นต่อความรู้สึก ของตนเองและใครคนนั้น แต่บางทีมันก็อดที่จะเกรงและหวาดหวั่นต่อความรู้สึกของเขาและเราคนนี้ มันจึงกลับกลายเป็นข้อความที่มันจะขัดแย้งและสับสนในตัวเอง และนั่นก็คือ อารมณ์ ๆ หนึ่ง
การได้เล่า ได้เขียนข้อความลงบน My spaces ไม่ว่าจะเป็นอารมณ์ เช่นไร อย่างน้อย ๆ การที่ได้ลงมือ ละเลง มันลงไป มันก็เหมือนกับการบรรเทาอาการ ไม่ว่าเรื่องที่ดี หรือเรื่องที่ไม่ดี เหมือนกับการที่เราที่มีแก้วน้ำอยู่ในมือ
การถือ แก้วน้ำ หากถือไม่นาน ก็คงไม่รู้สึกว่าหนัก ไม่รู้สึกลำบากอะไร ถือแปล๊บ ๆ และดื่มพรวดไปทีเดียว มือก็ไม่หนัก เราก็อิ่มท้อง บรรเทาอาการความหิวกระหาย เปรียบเสมือนเรื่องดี ๆ ที่มีเข้ามา การที่เราได้เติมเต็ม (ได้เล่าได้ระบาย เปรียบกับการดื่มน้ำ) เราก็ยิ่งมีความสุข หากเป็นเรื่องไม่ดี ความทุกข์ การที่เราได้ระบายเร็ว ๆ( ดื่มน้ำ) มันก็ช่วยบรรเทาความกระหายได้เร็ว แต่พึงระวัง คนที่หิวน้ำมาก ๆ มีแก้วน้ำอยู่ในมือ แต่ไม่มีโอกาสได้ดื่ม ยิ่งถือนาน ก็ยิ่งหิว ยิ่งถือนานเข้าแก้วที่ไม่รู้สึกว่าหนัก มันก็จะหนัก ทั้งความหิวความหนักมันก็ทวีปนเปกันไป
ก็ได้แต่ฝากบอก ตนเอง และ คนอื่น ที่พอจะมีเวลา ในตอนนนี้ ถ้าในมือมีแก้วน้ำก็รีบ ๆ ดื่มซะ ถ้าปล่อยไปนานเข้า จากที่ไม่ค่อยหิว มันก็จะหิว จากที่ไม่รู้สึกหนักมันก็จะหนัก บางทีแล้วพอมีโอกาสที่จะดื่มมันก็อาจสายไปแล้ว ถือนานไปมันอาจจะหนักจนเกินจะถือไหว มันดันหก ไม่ได้กินไปซะอีก ก็หิวกันต่อไป
8月13日 อวยพรวันเกิด ครับอวยพรวันเกิดให้ก็แล้วกัน ในวาระดิถี ขึ้น ปีใหม่ อ้าว ไม่ใช่ แต่เป็นวันคล้ายวันเกิด ครบรอบ 25 ปี หรือรอบเบญจเพส ของเธอต่างหากล่ะครับ เอาล่ะ ไม่มีอะไรมากมาย ขออวยพรให้เลยก็แล้วกันครับ ให้เธอมีความสุข ในทุก ๆ วินาที ให้เธอมีความสุข ในทุก ๆ นาที ให้เธอมีความสุข ในทุก ๆ ชั่วโมง ให้เธอมีความสุข ในทุก ๆ วัน ให้เธอมีความสุข ในทุก ๆ ปักษ์ ให้เธอมีความสุข ในทุก ๆ เดือน ให้เธอมีความสุข ในทุก ๆ ปี และให้เธอมีความสุข ตลอดไป นะครับ 7月27日 ทีมศิษย์เก่า พลาดการคว้าแชมป์ ไปอย่างหวุดหวิด!!ทีมศิษย์เก่า พลาดการคว้าแชมป์ ไปอย่างหวุดหวิด!! ทีมศิษย์เก่าทำได้ดีที่สุด คว้าแค่อันดับที่ 3 พลาดการคว้าแชมป์ ในรายการ “TANGTHAI CUP” หรือ “แตงไทย คัพ” ทั้ง ๆ ที่โอกาสในการคว้าแชมป์อยู่แค่เอื้อมมือ ก่อนอื่นขอเกริ่นอธิบาย ของรายการ “TANGTHAI CUP” ให้ท่านผู้อ่านได้ทราบสักก่อนครับ ว่าแท้ที่จริงความเป็นมานั้นเป็นอย่างไร จะลองไล่ยาว มาตั้งแต่ต้นเลย ตามที่จริงการแข่งขัน ฟุตบอล สนามเล็ก ของชาวเรา เด็กมนุษย์ (ย่อมาจาก คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์) ไม่ได้เพิ่งเริ่มขึ้นในปีนี้ แต่หากมันมีประวัติค่อนข้างจะยาวนาน หากท่านที่พอทราบ ครั้งแรกที่เราจัดขึ้นนั้น ต้องย้อน ไป ปี 2547 ซึ่งเกิดจากความประสงค์ของชายสองคนคือ นายกัมปนาท ทองพันธุ์ (แตงไทย) กับ นายอภิรัก ผิวบาง (น้อย) ขณะนั้นทั้งคู่กำลังศึกษาระดับปริญญาตรี สาขาบรรณารักษศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ชั้นปีที่ 4 ด้วยที่ทั้ง 2 ชอบการเล่นบอลเป็นชีวิตจิตใจ ทุกค่ำเย็นก็จะไปออกกำลังกาย ด้วยการเล่นฟุตบอลที่สนามสระพลาสติกทุกครั้งทุกคราไป ตั้งแต่สมัยปี 1 อยู่มาวันหนึ่งเห็นเสื้อของเพื่อนที่มาเล่นฟุตบอลที่สนามคนหนึ่ง มีชื่อสกรีนข้างหลังด้วย ในใจคิดว่า “เท่ห์ จัง ” มีชื่อตัวเองสกรีนข้างหลังเสื้อกีฬาด้วย ไอ้พวกเราก็มีแต่ เสื้อที่สกรีนด้วยชื่อคณะ ไม่ยักจะมี ชื่อของตนเองอยู่ข้างหลังเลย ทั้งคู่จึงคิดอยากตัดเสื้อที่มีชื่อตนเองปัก(สกรีน)อยู่พื้นหลัง แต่จะให้ทำอย่างไรล่ะ จะไปสั่งให้เขาสกรีนให้เลย ก็ใช่ที่ แต่ด้วยที่พวกตนชอบฟุตบอลเป็นทุนเดิม จึงคิดออกอุบายว่า จัดการแข่งขัน ฟุตบอล 7 คนว่าดีไหม พวกเราก็จะได้ไปสั่งตัดเสื้อและสกรีนชื่อตัวเองอยู่ข้างหลังดูเท่ห์ ๆ ว่าแล้วทั้งคู่ก็ดำเนินการ ด้วยตัวเอง ไม่อาศัยการสนับสนุนจากทางภาครัฐบาล เอกชน คณะฯ หรือสโมสรนักศึกษา เริ่มต้นด้วยการ สอบถามตลาด ว่ามีคนสนใจไหม มีความเป็นได้ไหม ถ้าหากเราจัดแล้วจะมีคนเข้าร่วมมากน้อยเท่าไร เพราะอย่าลืมว่าตอนนั้น ผู้ชายคณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มีจำนวนน้อยนัก เมื่อยิ่งเทียบกับปัจจุบันท่านแทบจะมองไม่ออกเลยว่ามันจะจัดกีฬาที่ผู้คณะมนุษยร่วมกันเยอะขึ้นมาได้ยังไง แต่ด้วยการวางแผนและการเตรียมการค่อนข้างยาวนานของพวกเรา การแข่งขันฟุตบอลภายในคณะ 7 คน ก็ถือกำเนิดขึ้น ด้วยแรงอุตสาหะ และบากบัน จนได้ในปี 2547 ที่นับเป็นศักราช แรกของฟุตบอลภายในของเรา ขอข้ามมาที่ทัวนาเมนต์ปัจจุบัน กับ “TANGTHAI CUP” หากจะนับ ตั้งแต่ครั้งแรกจนปีนี้ จะนับว่าเป็นครั้งที่ 4 ที่เราจัด แต่ว่า ทัวนาเมนต์ นี้ ยังไม่นับเป็นครั้งที่ 4 อย่างเป็นทางการ ก็ด้วย เหตุที่ว่า ถูกจัดขึ้นเพื่อขั้นเวลาเท่านั้น ส่วนการแข่งขันครั้งที่ 4 ที่แท้จริงนั้นจ ะเริ่มจัดสักราว ๆ ต้นปีหน้า (2551) เหตุผลว่า ทำไม เราถึงไม่นับครั้งนี้เป็นครั้งที่ 4 ด้วยเหตุที่ว่า รายการนี้ถูกจัด อย่างวิสามัญ อันหมายถึง ไม่สามัญ ไม่ปกติ เดิมทีเราคิดจะจัดฟุตบอลรายการนี้ขึ้น สักเทอม 2 เห็นจะได้ แต่ด้วยคณะจะมีงานสานสัมพันธ์ศิษย์เก่ากับศิษย์ปัจจุบัน ขึ้นในวันเสาร์ที่ 21 กรกฎาคม 2550 เป็นงานคืนสู่คณะ (ไม่ขอเรียก งานคืนสู่เหย้า) ด้วยที่ต้องการให้เพื่อน ๆ กลับมาที่คณะให้ได้มาที่สุด แต่ไม่รู้จะเอาอะไร เป็นแรงจูงใจ ให้เพื่อน ๆ กลับมาได้ อยู่มาวันหนึ่ง ได้คุย MSN กับไอ้หนุ่ย เรียกยาว ๆ ว่า “คุณกิตติทัศน์ เผือดผุด” (ไม่แน่ใจว่าเขียนถูกหรือเปล่า) ท่านอาจจะไม่คุ้นชื่อ แต่หาก รู้จัก “ธีระพล เผือดผุด” ท่านก็จะทราบได้ว่า มันคือบุคคลเดียวกัน แต่หากยังไม่ทราบ ก็ขออธิบายต่อ อีกสักหน่อยว่า เขาก็คืออดีตคนรู้ใจ ของ รองนางสาวไทยอันดับ 1 ประจำปี 2547 เรื่องที่เราคุยกันนั้น ประมาณ ถามว่า เพื่อนที่ไม่ได้อยู่ที่จังหวัดขอนแก่น ใครจะมาร่วมงานวันที่ 21 กรกฎาคม 2550 ได้บ้าง ซึ่งก็เป็นที่น่าลำบากใจหน่อยหนึ่งคือ ด้วยเงื่อนไข ของเพื่อนที่ไม่ได้อยู่ที่ขอนแก่น การที่เขาจะมาหรือไม่มา ร่วมงาน มันมีเหตุและปัจจัยเงื่อนไข หลายประมาณ อาทิเช่น 1. เดินทางไกล มาแล้ว ไม่คุ้มค่า เดินทาง เพราะอยู่ได้ไม่กี่วัน 2. มาแล้ว กลัวว่า ไม่มีคนรู้จัก กลัวมานั่งคนเดียว ไม่รู้จะคุยกับใคร กลัวเหงา 3. ไม่มีเป้าหมาย หมายถึง คนที่อยากให้มา ดัน ไม่คิดจะมา 4. มีปัญหาค่าใช้จ่าย ในการเดินทาง ยิ่งอยู่ในช่วงท้าย ๆ เดือน โรคทรัพย์จางจึงใกล้มาเยือน 5. ไม่มีแรงจูงใจ กิจกรรม เป้าหมาย ดึงดูดอย่างเพียงพอ และ หลาย ๆ เหตุผล ที่อาจจะยังกล่าว และยังไม่สามารถคาดคิดถึงได้ อย่างกรณีของ เพื่อนผมคนหนึ่ง ไม่ขอ สงวนนาม คือ นายกัมปนาท ทองพันธุ์ หรือ พี่แตงไทย ของพวกเรา ผมอุตส่าห์ ปรารภ เชิญชวน และชักชวน พี่เขาต่าง ๆ นานา ให้เขามาร่วมงานที่คณะ ในวันที่ 21 กรกฎาคม 2550 ให้ได้ เขากลับตอบได้เพียงว่า “ไม่มั่นใจว่าจะว่างหรือเปล่า” “ไม่รู้จะไปได้ไหม” “ไม่แน่ใจว่ะ” “ไม่รู้ว่ะ ไม่อยากเจอผู้คน” “กู อยู่ที่นี่ (กรุงเทพฯ) มีความสุข อยู่แล้ว” “ช่วงนั้น กูจะสอบ กูจะอ่านหนังสือ” ....อันนี้แก้ตัว แบบ..ขุ่น ๆ “กูมีแข่งฟุตบอล มหาวิทยาลัย (ดิด้า) กูเป็นรองกัปตัน” “กลัวเสียตังส์ บริจาคว่ะ” “ไม่มีเป้าหมายว่ะ ไม่รู้จะไปทำไม” “มึงชวน โน๊ต มาซิ กูไปแน่ ๆ” ฯลฯ การบ่ายเบี่ยง ของเขา ทำให้ผู้อ้อนวอน อย่างตัวกระผม แทบจะหมด อาลัย มาเห็นที่ไอ้เพื่อนที่กรุงเทพฯ มันมาไม่ได้แน่ หากแรงจูงใจมันไม่มากพอ อันที่จริงผมก็เห็นด้วย กับเหตุและผลต่าง ๆ นานา ของเพื่อนเขาทั้งสิ้น เพราะถ้าหากเป็นผม ก็คงมีอาการประมาณเดี๋ยวกันอย่างพวกเขา ตามจริงหากจะพูดตามตรงแล้ว ผมไม่ใครสนใจว่าคนที่มาร่วมงานที่คณะมากหรือน้อยเท่าไรหรอกครับ เพราะต่อให้มามากหรือน้อย หากคนที่มาไม่ใช่คนที่เรารู้จักมักคนคุ้น มันก็จะมีประโยชน์อะไรหนักหนา ผมสนใจอย่างเดียวคือ มันเป็น “โอกาสอีกครั้ง ที่เพื่อนจะได้กลับมารวมกันอีกครั้ง” ผมหวังลึก ๆ ว่า “โครงการเลี้ยงรุ่น” ของผมจะคืนชีพกลับมา จากที่เคยล้มอย่างไม่เป็นท่ามาแล้ว ของชาวเรา บรรณารักษศาสตร์และสารนิเทศศาสตร์ รุ่นที่ 27 (รุ่นบรรณารักษ์ฯ สุดท้าย) มหาวิทยาลัยขอนแก่น ครั้งนั้นรวบรวมได้ตั้ง 5 คน น้อยกว่าการนัดกินข้าวแบบธรรมดาเสียอีก โดยความหวังที่ค่อนข้างจะลึก และเล็ก จึงคิดหากิจกรรมบางอย่างให้เกิดขึ้น หากว่าเพื่อนเรามากันเยอะ แต่จากที่ผมประชาสัมพันธ์ ของการลงบอร์ด ส่งเมลไ ปยังเพื่อน ๆ การตอบสนองมันมีกลับมาน้อยเหลือ น้อยจนไม่อาจจะอนุมานได้ว่า จะมีเพื่อนเราที่ไม่ใช่คนที่ทำงานอยู่ที่ขอนแก่นจะมาได้สักคนไหม กิจกรรมบางสิ่งบางอย่าง จึงต้องระงับไว้ อย่างไม่มีกำหนดและกลับการเป็นอากาศธาตุไป แต่มันก็ดีอย่างหนึ่ง ไม่สิ มันดีหลายอย่างทีเดียว เพราะผมไม่ต้องไปคิดเรื่องต่าง ๆ หรือไปตระเตรียม จัดแจงเรื่องต่าง ๆ นอกเหนือจากที่ผมรับผิดชอบเฉพาะเรื่องในวันงาน 21 กรกฎาคม 2550 เพราะแค่งานนี้งานเดียว ก็แทบจะอ้วกตายแล้วครับ เหนื่อยหนักหนา ชักจะออก นอกประเด็น เรื่อง ฟุตบอล ไปเรื่อย ขออนุญาต กระชากกลับสู่เรื่อง ฟุตบอล อีกครั้ง 555 การที่ แตงไทย บ่ายเบี่ยง และเลี่ยงหนทางการกลับขอนแก่น ทำให้ ผม เกิดอาการหมั่นไส้ เพราะเราอ้อนวอน ดั่งพระเจ้า มันยังเล่นตัว ไปเรื่อย อยู่มาวันหนึ่ง ได้คุยกับ ไอ้หนุ่ย (ไอ้หมอนี่ เป็นอีกคน ที่ต้องกล่าวถึง เดี๋ยวเล่นมันที่หลัง) ได้คุยผ่าน MSN หาแรงจูงใจในการดึงแตงไทย กลับมางานที่คณะ (ขอนแก่น) นอกเหนือจาก การอันเชิญ “โน๊ต ซีดี” ซึ่งกระผมไม่สามารถ ทำได้อยู่แล้ว (แต่ก็โกหก มันว่า โน๊ต ตอบรับว่าจะมา แต่มันก็บอกว่า มันคุยกันแล้ว ว่าโน๊ต มาไม่ได้ ฮ่า ๆ) ยังพอมีสิ่งหนึ่งที่ สามารถเรียกแตงไทย ไปได้ทุกที่ คือ “ฟุตบอล” จากที่ได้คุย และปรึกษากัน ก็เลย คิดจัด “ฟุตบอลนัดวิสามัญ” นี้ขึ้น ปกติ เราจะจัด เทอมสองอยู่แล้ว แต่เพื่อใช้เรียกแตงไทย ผมก็เลยจัดการประสานกับประธานกีฬา ของสโมสรนักศึกษา และน้องๆ นักศึกษา ว่าจะจัดฟุตบอลขั้นเวลา มาก่อนเวลา แข่ง 1 วัน จบ เพราะ วันงาน 21 ก.ค. 2550 ศิษย์เก่าฯ จะกลับมาที่คณะฯ พอวันที่ 22 ก.ค. 25550 เราก็จัดเตะให้จบ ให้ตายไปข้างหนึ่งเลยดีไหม น้อง ๆ นักศึกษา ก็เห็นดีด้วย และเลยจัดแจงทำเรื่องจองสถานที่ให้เรียบร้อย ประสานน้อง ๆ ให้มาสมัครกับประธานกีฬาล่วงหน้าเป็นเดือน ๆ ได้ความมาผมก็ มาอ้อนวอนพี่แตงไทย .... พี่แตงไทย มีท่าชักลังเล ประมาณว่ารับปาก ถึงขนาด ออกปาก (พิมพ์ผ่าน MSN) ว่า “ทีมเรามีใครบ้าง” ผม อุตส่าห์ เอาแตงไทย เป็นตัวล่อ ให้ดึงเพื่อน กลับมา ขึ้นข้อความใน เว็บไซต์ เว็บบอร์ด สาขา ว่า แตงไทยรับปากและให้สัญญาว่าจะมา 555 ประมาณ มัดมือชกเลย ไอ้หนุ่ยก็เห็นดีด้วย แต่พอใกล้วันงานเข้ามา แต่ละคนก็เริ่ม ออกปาก Cancel เริ่มที่แตงไทย บอกว่า “กูไม่ได้รับปากมึงนะโว้ย ช่วงนั้นเตะบอลที่มหาวิทยาลัย กูเป็นรองกัปตันนะโว้ย” ต่อมาก็ตัว ดี ไอ้ แสดดดด....หนุ่ย ....อุตส่าห์รับปาก มั่นเหมาะ และเป็นคนเดียวที่ คิดว่า ยังไง มันก็มาแน่ ๆ วางแผนไปหมด...สุดท้าย ....บอก ... “กู ไม่สบาย ......กู ไม่มีเงิน ....กูไปไม่ได้แล้วว่ะ...แต่ อย่า ลืม ถ่ายรูป (น้อง......) มาให้กูดูนะโว้ย”. …….เอี๊ยยยยยยย…… ตกลงคนที่รับปาก มาจะมาร่วมหายไปหมด ผมไม่ได้ให้ความสำคัญ ที่วันงานเท่าไร ผม มาให้ความสำคัญเกี่ยวกับ ทัวนาเมนต์ฟุตบอลของผม ซะแล้ว เอ้อ...ลืมบอกไปว่า ผมอุตส่าห์ จัดทัวนาเมนต์ฟุตบอลนี้ ขึ้นเพื่อแตงไทย และบอกมันไปว่า จะให้ตั้งชื่อว่า “แตงไทยคัพ” ก็ยังได้เลยนะโว้ยยย…ศึกฟุตบอลทัวนาเมนต์พิเศษนี้จึง เป็นทัวนาเมนต์ “แตงไทยคัพ” กลาย ๆ ครับ จากที่ผมคิดว่า ทีมศิษย์เก่าจะมีคนเข้าร่วมเยอะ ผมบอกน้อง ๆ ไปว่า ทีมศิษย์ขอ 2 ทีม น้อง ๆ ก็ลงไว้ 2 ทีม พอมาใกล้วันแข่งกลายเป็นแค่ทีมเดียว ยังไม่ณุ้จะมาครบทีมหรือเปล่า ผมล่ะเซ็งจริง คงไม่พ้นหน้าเดิม และหน้าเดิมที่อยู่ขอนแก่น เพราะพวกนี้ของมันแน่อยู่แล้ว ขนาดมีเรียน ยังโดดมาเตะบอลให้เลย อย่าง พี่โตโล่ พี่อาร์ม อย่างนี้ หึ หึ ประธานกีฬา ได้เอา ทีมที่สมัครมาให้ดู พร้อมผลการจับฉลาก ปรากฎว่า มี 12 ทีม ตอนแรกนั้น น้องๆ แบ่งสายเป็น 4 ทีม สายละ 3 ทีม แล้วจะเอาเฉพาะทีมที่เป็นที่ 1 เข้าไปแข่งรอบรอง ผมก็ท้วงไปว่า เดี๋ยวเขาก็ว่าเอาหรอก เขาเสียค่าสมัคร มาตั้ง ทีมละ 400 บาท ได้เล่น 2 นัดตกรอบ เขาไม่สนุกด้วยหรอก อย่างทีมพี่ มันได้แข่งมาก อยู่แล้ว เพราะศิษย์เก่าเก่งนะโว้ยยย...เข้ารอบลึกอยู่แล้ว... ก็เลยเสนอว่า ให้จัดเป็น 2 สาย สายละ 6 ทีมไปเลย พบกันหมด เอาที่ 1 กับที่ 2 มาเล่นรอบรอง ตัดเชือก แต่ปัญหาคือมันจะมี แมตย์ เยอะจะแข่งไม่จบภายในวันเดียว ...และจะต้องรอกันนาน...ให้จัดเป็น 2 สนามถ้าจัดได้ ...น้องรับรับไปพิจารณา....แต่ด้วยสภาพ สถานที่...ไม่เอื้ออำนวย...ทำให้จัด 2 สนามไม่ได้..จึงจำเป็นต้องแข่งสนามเดียว ผมเห็นโปรแกรมที่แข่งที่น้องเอามาให้ดู..คู่แรก แข่ง 1 โมงเช้า ...คู่สุดท้ายของรอบแรกจบ 5 ทุ่ม ...แค่เห็นผมก็แทบจะอ้วกแล้ว....ทีมศิษย์เก่า..เตะเป็นคู่ที่ 5 เวลา 9.00 น. และการแข่งของทีมศิษย์เก่าแชมป์ล่าสุด เป็นดังนี้ ขอลงรายละเอียดเฉพาะทีมศิษย์เก่านะครับ หลังจากที่จัดงานคณะฯ (สานสัมพันธ์ศิษย์เก่ากับศิษย์ปัจจุบัน) วันที่ 21 กรกฎาคม 2550 เสร็จสิ้นไปด้วยความเรียบร้อยทั้งงาน ทั้งคน งานเสร็จราว ๆ 2 ทุ่มกว่า ๆ แต่กว่าผมจะเคลียร์งานและสถานที่จบกว่าที่จะได้กลับก็ 4 ทุ่มเกือบ 5 ทุ่ม ด้วยการวิ่งทำงานร่วมกับคณะทีมงานทั้งหมด ผมก็ใช้แรงจนเรียกว่า “โคตรเหนื่อย” ไหนพรุ่งนี้ (22 ก.ค. 50) จะต้องตื่นมาเตะบอลแต่เช้าอีก เช้าของวันแข่งขัน ผมปลุกตัวเอง มาตั้งนาฬิกา เพื่อปลุก ตนเองอีกครั้ง เพราะตื่นเร็วไป เกรงว่าหากนอนต่อจะไหลยาว เกินเวลา นัดแรกของเราตามโปรกรมคือ 9 โมง ผมมาไปที่สนามประมาณ 8 โมงกว่า เพราะทราบดีว่าต้องไปปลุกพี่โต ต่อ จึงออกเดินทางไปดูที่สนามก่อน ตามโปรแกรมคู่แรกเตะ 1 โมง แต่ผมไปสนามเวลา 2 โมงกว่า คู่แรกเพิ่งจะเริ่ม อันนี้ผมก็รู้ว่ามันต้องเป็นแบบนี้ เพราะนี่คือประเทศไทย และดันเป็นเด็กมนุษย์จัดเสียอีกต่างหาก (ประชดเล็กๆ) ผมดูคู่แรก จบ เป็นสาย A สายเดียวกับพวกเรา เป็นเด็ก ปี 1 (คละสาขา) กับเด็กปี 2 (ร.ป.ศ + อิง ทั้งพิเศษและปกติ) กลายเป็นทีมเด็ก ปี 2 ชนะไป 7-0 ผมดูคู่เรียกและดูโปรแกรมว่าทีมเราจะได้เตะกี่โมง ซึ่งที่ดูก็เหลืออีก 1 หรือ 2 คู่ มาเลยมาออกมาตามพี่โตที่หอ มาที่หอพี่โต เขาไปที่ห้อง แกบอกว่าตื่นแล้ว แต่ยังนอนอยู่บนเตียงอยู่เลย แถมบอกอีกว่า “เมื่อวาน มีสอบ แม่งทำข้อสอบไม่ได้ทั้งสาขา และนัดกันไปกินเหล้า ยังแฮ้ง อยู่เลย” เอาล่ะครับ ตัวหลักทีมผม ซวยแล้วยัง ก่อนมาเพิ่งเช็ค ว่าทีมที่มามีครบทีมหรือเปล่า (เตะ 5 คน) ผมได้ได้แค่ 4 เอง ระหว่างที่รอพี่โต หายแฮ้ง ที่หอ ไอ้เต่าก็โทร มาบอกว่า จะเตะแล้ว อีกประมาณ 10 -15 นาที ก็เลยถามกลับไปว่า ตอนนี้มีใครไปบ้างแล้ว ไอ้เต่าบอกว่ามี น้องบอยด์(ซีดี), น้องแคน(อิง), พี่ปุ้ย (งานโสตคณะ), พี่อ้น (ห้องแลบภาคบรรณารักษ์) หมำ (อิง) และไอ้เต่าเป็น 6 คน นับผมกับพี่โต ก็เป็น8 คน แถมอย่างพี่ปุ้ย แกก็อยากมาออกกำลังกายเฉย ๆ เท่านั้นเอง แล้ว สถานณ์ ทีมจะเป็นอย่างไร น้อ คิดไม่ออก พอไอ้เต่าวางสาย พี่อาร์มก็โทร บอกว่า นัดแรก 9 โมง ไปไม่ได้ขอทำการบ้านก่อน เด่ยวจะเข้าไปสาย ๆ เอาล่ะทีมผม จะเป็นทีมไหมนี่ ก่อนออกจากห้อง พี่โตบอกว่า แวะไปตามพี่ ยะ ด้วย จะได้ไป ขู่น้อง ๆ พอไปถึงร้านแก ถาม หาแก เขาก็บอกว่าแกพึ่งขึ้นไปนอน เอาล่ะซิครับ จะเอาพี่ยะ ไปขู่เฉย ๆ ก็ยังลำบาก ทีมไม่ค่อยมีคน คนที่มีก็แฮ้งซะงั้น เหนื่อยจากงานเมื่อคืนทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็น ผมเอง เต่า หมำ น้องบอยด์ น้องแคน พี่อ้น พี่ปุ้ย เพราะพวกนี้คนกลุ่มใช้แรงงานเมื่อวาน (21 ก.ค. 2550) 555 ผมไปถึงที่สนาม ทีมเรากำลังแข่งไปได้ 1-2 นาที (ครึ่งละ 10 นาที) เจอทีมน้องปี 1 (ตัวจริงทีมเฟรชชี่ทั้งทีม) ยังเสมอ 0-0 อยู่ คนที่ลงเล่นก็มี บอยด์ เป็นผู้รักษาประตู มีเต่า หมำ พี่อ้น พี่ปุ้ย ลงเล่นอยู่ มาวอร์มสักพัก ก็ขอเปลี่ยนพี่ปุ้ย ออก จากที่เสมอกัน มาสักก็โดนทีมน้องยิง 1-0 พี่โตวอร์มสักพัก ก็ลงมาเล่น แต่ยังแฮ้งอยู่ ก็ไม่สามารถงัดออก ออกมาได้เลย โดนยิงไปอีก 2 และ 3 และ 4 เม็ด จบเกมส์ เราพ่ายนัดแรกไป 0-4 เป็นสกอร์ ที่ขาดลอยนัก เพราะเราไม่มีใครเล่นดีสักคน สงสัยเป็นนัดแรกและเราไม่ได้เคยเล่นด้วยกันเลย เด็กก็ขยัน ๆ แม่งวิ่งเอา ๆ เจออย่างนี้ก็ ตายห่า กันหมดเลยครับ พอนัดแรกจบ พี่โต ไปนั่ง ทำท่าจะอ้วกอยู่นอกสนาม ไอ้หมำก็บอก ไม่ไหวแล้ว แล้วมันก็ไป สอนพิเศษต่อไม่กลับมาอีกเลย หนทางการเข้ารอบของเราชักจะเลื่อนลางซะแล้วล่ะครับยังเหลือการแข่งขันตั้ง 4 นัด กว่าที่เราจะได้เตะอีกที่ต้องรออีก 2 ชั่วโมงครึ่ง ต่างคนจึงต่างแยกย้ายไป ทำธุระ ไปอาบน้ำบ้าง ไปนอนบ้าง ไปสอนบ้าง ไปเล่นเกมส์บ้าง เล่นสนุ๊กบ้าง นั่งดู นอนดูคู่อื่นบ้าง เราจะเตะอีกทีตั้งเที่ยงกว่า ผมกลับนอนที่หอ ก่อนที่จะตั้งเวลาปลุกไปเตะนัดที่สองของพวกเรา ทีมเราตอนนี้ ขาดหายจากนัดแรกไปคือ พี่ปุ้ย พี่อ้น (ไปทำงานที่คณะ) หมำไปสอนพิเศษ ส่วนที่ได้มาเพิ่มคือ พี่อาร์ม และน้องน๊อค (ปี4ยังไม่จบ แต่ไม่มีทีมเล่น จึงขอมาอยู่ทีม) ผมมาที่สนาม ก่อนโทรไปบอกพี่โตที่นอนที่หอพัก พี่โตบอกว่า ตำนาน เราโทรมาแล้ว เดี๋ยวจะเข้ามา เอาล่ะผมเริ่มชักจะมีความหวังบ้างแล้ว เรารอแค่ตำนาน พี่ปรเมศ ของเรา 555 นัดที่ 2 ของเราเจอทีม ผสมระหว่าง ปี 3 และปี 2 กลุ่มของประธานกีฬา ซึ่งค่อนข้างจะมีฝีมือระดับหนึ่ง นัดนี้พี่ตำนานเรายังไม่มา ยังอาศัย แกนหลักเหมือนนัดแรกเท่านั้น เราถูกยิงนำไปก่อน 1-0 ก่อนพี่โต จะยิงตีเสมอได้ และน้องน๊อคยิงนำไป 2-1 แต่เสียดายที่เราถูกน้อง ๆ สวนกลับตีเสมอได้ 2 – 2 ทำให้ แข่งไป 2 นัด เรามีแค่ 1 แต้ม เท่านั้น โอกาสเข้ารอบยากเต็มที ต่อให้ชนะรวดอีก 3 นัด เรายังต้องลุ้นให้ทีมอื่น ตัดแต้มกันเองด้วย แต่ไม่เป็นไร ครับ เพราะเราจะได้ตำนานมาแล้ว เรื่องชนะรวดคงไม่ใช่ปัญหา แต่ปัญหาคือ ทีมอื่น ต้องตัดแต้มกันเองด้วย นัดที่ 3 ขอเรากว่าจะได้แข่งตั้งรออีก 2 ชั่วโมงเหมือนเดิม ราว ๆ สักประมาณ บ่าย 3 ได้มั้ง ระหว่างที่รอ ตำนาน พี่หนึ่ง ของเราก็เดินเข้าสู่สถาน พร้อมด้วย สาวน้อยผู้น่ารักคนหนึ่ง แต่สงสัยอยู่เหมือนกันว่า ทำไมไม่ใช่คนเดิม อย่างปีที่แล้ว พอเข้าไปถามก็ได้ความว่า “คนนี้ตัวจริง” (ตัวจริงอีกแล้ว) เอาเหอะครับ ไม่ว่าตำนานเราจะเป็นอย่างไร จะหัวงู จะขี้หลี อย่างไร ตำนานก็เป็นตำนาน ประมาณว่าได้ตำนานมาเราก็ไม่เกรงกลัวใครแล้ว นัดที่ 3 ของเราเจอทีมที่เราต้องลุ้นเข้ารอบ เหมือนกัน พูดง่ายถ้าเราแพ้ เราตกรอบสนิท เราเจอ ทีมเด็กปี 2 (ทีมที่แข่งคู่แรก ที่ชนะมา 7-0 ) นัดนี้เราฟูทีมพอสมควร มีแค่ตำนานคนเดียวก็เกินพอ จบเกมส์ เราชนะ 5-1 เล่นแบบสบาย ตำนานยิง 1 ประตู พี่โตก็ยิง นอกนั้นใครยิงบ้างผมจำไม่ได้ครับ แต่ที่แน่ตำนานเก่ง หึ หึ นัดที่ 4 ของเราจะต้องทีมน้อง ปี 1 (ทีมที่แพ้ คู่แรกมา 0-7 ) จึงค่อนข้างที่จะสบายนิดหนึ่ง เตะประมาณราว ๆ เกือบ 5 โมงเย็นกว่า ๆ นัดนี้เราชนะสบาย 9-1 คนที่ยิงผมก็จำไม่ได้ว่าใครยิงเท่าไร ก็มี พี่โต พี่หนึ่ง เต่า แคน น๊อค ผมก็ยิง แต่ยิงคนล่ะเท่าไร จำไม่หวาดไม่ไหวหรอกครับ คราวนี้เราก็มีโอกาสเข้ารอบบางแล้ว ยิงผลอีกคู่หนึ่งก็เป็นใจให้เราเหลือเกินทีมลุ้นเข้ารอบเหมือนรอบ ดันเสมอกันอีก ดังนั้น ผลนัดสุดท้าย เพียงแค่เราชนะก็เข้ารอบสบาย ยิงนัดสุดท้ายเราจะเจอทีมเด็กภาษาไทย ทีมที่ปีที่แล้วเราชนะมาตั้ง 12-2 แต่ว่าก็ว่าเหอะประมาณ ไม่ได้เหมือนกัน สภาพทีมเปลี่ยนไปเยอะ แถมน้อง ๆ หวังล้างอายเต็มที นัดที่ 5 นัดสุดท้ายของเรา ผลก็ไม่ได้พลิกล๊อค เราชนะ 5-2 อย่างสบาย ๆ นัดนี้คนยิงก็พี่โต พี่หนึ่ง น๊อค พี่อาร์ม ก็ยังยิง เข้ารอบเป็นที่ 2 ของสาย เอ้อ..ลืมบอกไปว่า นัดนี้ พี่ ยะ มาเล่นด้วย แก มาตั้งแต่แข่งนัดที่ 4 จบรอเตะนัดที่ 5 บอกว่าเพิ่งตื่น อุตส่าห์ไม่ไปตามแล้วแท้ ๆ 555 มารอบแรก แกก็บอกว่าจะขับรถไปไว้ที่ร้านให้พี่โตไปรับ แต่ไม่มีใครไปรับแก แกก็เลยให้ใครไม่รู้มาส่ง หึ หึ กะซิ่ง ตายะ แล้วเชียว 555 สรุปแล้วรอบแรก เข้ารอบได้เพราะมีตำนาน(พี่หนึ่ง) คิดเอา เล่นเพียง 3 นัด (ไม่เต็มเกมส์ สักนัด เปลี่ยนกันตลอดเกมส์) ทีมชนะรวด ยิงได้ 19 ประตู คิดดูครับ เก็บเก้าแต้มเต็ม คิดย้อนไปก่อนมา ทีมเก็บได้เพียงแค่ 1 แต้มจาก 2 นัด ยิงได้แค่ 2 ประตู คิดเอาเหอะว่า ทำไม เราถึงขาดตำนาน และสาว ๆ ของตำนานไม่ได้(สาว ๆ ตำนาน เป็นแรงขับเคลื่อนให้โชว์ฟอร์มได้ดียิ่งขึ้น) ตอนนี้เราเข้ารอบเป็นที่ 2 จะต้องไปพบทีมอันดับ 1 ของสายที่ 2 นั่นก็คือทีม เด็ก ปี 3 ของ ร.ป.ศ. พิเศษ นัดนี้เราหนักใจอย่างเดียวคือทีมนี้มันเล่นกันหนัก เหลือเกิน ไม่เกรงใจรุ่นพี่ แก่ กันเลยแหล่ะ ไอ้น้อง ๆ มันก็รู้ตัวนะ เพราะว่า ก่อนเตะน้อง ๆ ก็มาหา บอกว่า ต้องขอโทษ พี่ก่อนแล้วกัน เพราะทีมมันเล่นหนัก 555 เซ็งจริง ๆ มีมาขอโทษกัน รอบรอง (นัดตัดเชือก) ทีมเราจัด ชุดกึ่งประมาณหยั่งเชิงก่อน ผู้รักษาประตูคือ บอย กองหลัง เต่า สูงมาหน่อยคือ ผม (น้อย) กลางทำเกมส์ คือ ตำนาน (พี่หนึ่ง) กองหน้า น๊อค อาจจะสงสัยว่า ทำไม ไม่มีชื่อพี่โต ประมาณ ว่าแกไปเข้าห้องน้ำ อยู่ อีกทั้ง แกยังเจ็บเข่า มาตั้งแต่รอบแรก ก็เลยว่าถ้ามาแล้วค่อยจับยัดแล้วกัน เริ่มแข่งขัน ทีมเราเล่นกันดีเหลือเกิน ออกนำไป อย่างรวดเร็ว 1-0 ทามกลาง ที่น้อง ๆ เล่นกันหนักกัน อย่างที่มันว่าจริง ๆ แต่เราใช้จังสวนกลับนำ ออกไปเป็น 2-0 (น็อคยิงทั้ง 2เม็ด) พี่โตก็เลยสบายยังไม่ต้องลง แต่กลับเล่นไปเล่นมา เราก็เจอลูกเผลอจนได้ โดนน้องไล่มา 1-2 และที่สุดก็เป็น 2-2 ในครึ่งแรกนั้นเอง จนต้อง เปลี่ยนพี่โตลงมาแทนผม เกมส์ตามจริงมันก็สูสี กัน ว่าตามจริงน้อง ๆ เป็นรองเราหลายขุมที่เดียวแต่น้อง มันเก็บ เข้าชาจ ทีมเราเร็วทุกครั้ง ทำให้ไม่สามารถเล่นได้อย่างง่าย ๆ จบเกมส์ทีมมาเสมอกันที่ 2-2 ต้องตัดสินที่การยิงจุดโทษ ทีมในสนามสุดท้าย มีสภาพเป็นดังนี้ ผู้รักษาประตูคือ บอย กองหลัง เต่า กลาง คือ พี่โต กองหน้า น๊อค,ยะ จุดโทษยิงทีมละ 3 คน ทีมน้องยิงก่อน 3 คนแรกของทั้ง 3 ทีมยิงไม่พลาด ประตูไม่มีโอกาสเชพ เลยเพราะมันใกล้ น่ากลัวมาก สงสารผู้รักษาประตูอยู่เหมือนกัน 3 คนแรกของเราคือ พี่โต เต่าและน๊อค มาถึงจังหวะ ประตูต่อประตู โกลเดนโกล ทีมน้องคนแรกยิงไม่พลาด ความสำคัญมันอยู่ที่คนของเรา มันจะเหลือใครที่ต้องยิงล่ะ “ตายะ” แค่ชื่อก็รับประกันความเสียวแล้ว ผมโบกมือ และ บอกว่าพวกเรากลับได้แล้ว เพราะมันใจว่า พี่ยะต้องพลาด (อะไรจะขนาดนั้น) ยิงไม่เข้าคือ แพ้ครับ พี่น้อง ตายะ เดินไปวางบอล สายตามองไปประตู ด้วยความมั่นใจเหมือนเคย อย่างที่รับทราบกันแกโคตรมั่นใจว่าจะเข้า แต่เรามั่นใจว่า จบแล้วทีมเรา แล้วก็เป็นอย่างที่เราคาด บอลไปกระทบเสา อย่างจังครับพี่น้อง สรุป เราได้ชิงแค่ที่ 3 เท่านั้นเอง “พี่ยะพลาดจุดโทษ ทำให้เราอดชิง” พี่ยะต้องเป็นแพะไป เพราะ แกพลาดจุดโทษ ๆๆ ไม่อยากว่าหรอก แต่แก ยิงจุดโทษ ชนเสา มันก็ใกล้ ๆ เอง 555 เราต้องมาชิงที่ 3 กับน้อง ร.ป.ศ. (พิเศษ) ปี ส่วนคู่ชิงคือ ทีมที่ชนะเรา นัดแรก 4-0 (นัดที่ตำนานยังไม่มา ) กับทีมที่เราแพ้จุดโทษ รอบรองฯ ถึงบอกไง ทีมเราดีที่สุด น่าได้แชมป์ที่สุด ถ้า พี่ยะ ไม่พลาดจุดโทษ (เอาอีกดอก 555) ชิงที่ 3 มีความสำคัญ อยู่ที่ว่า ตอนนี้ทีมศิษย์เก่ายังไม่จ่ายค่าสมัคร 400 บาท ส่วนรางวัลที่ 3 มี 700 บาท ถ้าเราแพ้ ผมเองเข้าใจว่า ต้องจ่าย 400 บาทคนเดียวแน่ ๆ คิดว่าอย่างนั้น เพราะสถาการณ์ ตอนนั้นเป็นแบบนั้น หากจะมีคนช่วยจ่ายก็มีไอ้เต่าคนเดียวที่จะช่วยเหลือ 555 ถ้าเราชนะ หักหนี้ไป เราจะมีเงินกินข้าวตั้ง 300 บาท แต่กินทุกคน 8-10 คน จะพอไหมนี่ นัดชิงที่ 3 เราเล่นสบาย ๆ แต่สบายเกินไป น้องออกนำไปก่อน 1-0 ซวยแล้วล่ะครับพี่น้อง จะต้องจ่ายเงินหรือนี่ เอ้อลืมบอกไปเราจัดทีมสบายมาก ทีมแรก มี บอย น้อย แคน เต่า น๊อค ต่อเราก็ก็ตีเสมอได้ และออกนำไป 2-1 ก่อนจะถูกตีเสมออีก 2-2 จบครึ่งแรก ด้วยสกอร์นี้ พี่โต กับตำนานยังไม่ลง มาครึ่งหลัง พี่โต จัดทีมเองเลย ปกติผมเป็นคนจัดทีมแรกมาตลอด พี่โต เกรงว่า ผมจะต้องจ่ายเงินมั้งก็เลยจัดทีมเองเลย บอกว่าครึ่งหลังพี่ขอตามนี้แล้วกัน ผู้รักษาประตูคือ บอย กองหลัง อาร์ม กลาง คือ พี่โต, น้อย กองหน้า หนึ่ง เริ่มครึ่งหลังมา สักพัก เราก็โชว์ฟอร์ม ยิมนำไป 3-2, 4-2 , 5-2, 5-3 และ จบที่ 6-3 ชนะไปอย่างง่ายดาย คว้าเงินรางวัล 700 บาท หักค่าสมัครก็เหลือ 300 บาท แต่ว่าน้องบอกให้เอาพรุ่งนี้ จบเกมส์ ด้วย สภาพร่างกายที่เหนื่อยล้า หิวข้าวก็หิว เพราะตอนนี้มัน จะ 5 ทุ่มแล้วล่ะครับ ทีมนัดไปกินข้าวที่ยูเซ็นเตอร์ แต่พอไปถึง คนเยอะมากมายกายกอง เลยเปลี่ยนไปที่ครัวลุงแสง ตามที่จริงร้านกำลังจะเปลี่ยน (เขาปิด 5 ทุ่ม) แต่เราขอร้องอ้อนวอนจึงได้ ความอนุเคราะห์ ทานข้าวเรียบร้อย จากงบ หักภาษี เฮ้ย หักหนี้ที่เหลือ 300 บาท บวกช่วยกันแชร์ เป็น 650 บาท กับ นักกีฬาที่เหลือ 9 คน ทานเสร็จแยกย้ายกันพักผ่อน ถึงห้องผม กะนอนเอาแรงเพื่ออาบน้ำ แต่ พอจะลุกไปอาบน้ำ ตะคริวเจ้ากรรม แม่งเล่นกิน ทั้ง 2 ข้างขา ข้างละ 3 – 4จุด พร้อมกัน ไล่จาก เอว ต้นขา น่อง และตรงข้อเท้า จะไม่เอาก็ไม่ได้ อาบน้ำแบบทุลักทุเล อาบเสร็จไม่มีปัญญานั่งได้ต้องยืน ขยับไม่ได้เลย สักพัก มันเริ่มคลาย ผมมานอนตัวลองแต่ก็ ขยับอะไรไม่ได้อีก น้ำตาเริ่มคลอแล้ว แม่ง ทำตัวเองเดือนร้อนแท้...ผมนั่น เล่นก็ไม่ได้มากกว่าคนในทีมเท่าไร ออกจะน้อยไปด้วยซ้ำกับการวิ่ง แต่ตะคริว มันกินหนักเหลือเกิน คงสะสมมาจากงานวันที่ 21 ก.ค. 2550 และบทเรียนสำคัญ ใหญ่หลวงคือ ฟุตบอลที่แข่งวันเดียวจบ อย่าได้จัดอีก วันเดียวเตะ 7 นัด ไล่ตั้งแต่ 9 โมงเช้า ถึง เกือบ 5 ทุ่ม ทำได้ไง หึ หึ และนี่ก็คือเรื่องราว ทั้งหมดที่เรียบเรียง อธิบาย บันทึกเป็นอุทาหรณ์ แก่ตนเอง 555
5月10日 เพื่อน ๆ เป็นยังไงบ้างน้อไม่รู้คิดยังไง เมื่อค่ำคืนวานนี้ ผมหลับแล้วก็ฝันเห็นเพื่อน ๆ สมัยมัธยมของผม ผสมกับเพื่อนสมัยประถม ในความฝันเหมือนกับว่าตอนนั้นผมกำลังเรียนมัธยม มันน่าแปลกที่ว่า ทั้งเพื่อนสมัยเรียนมัธยม กับ เพื่อนสมัยเรียนประถม มาเรียนภายใต้ ห้องเรียนเดียวกัน ทั้ง ๆ ที่ มันคนละกลุ่มก้อนเดียวกันแท้ ๆ ขออนุญาตรำลึกความทรงจำในอดีต พอผมจบประถม ซึ่งเป็นโรงเรียนประจำหมู่บ้าน ด้วยความเป็นเด็กบ้านนอก ที่ใฝ่ฝันอยากเรียนต่อมัธยมที่โรงเรียนประจำจังหวัด ตามที่จริง ผมเองก็ไม่ทราบว่าเป็นความฝันของใคร ของเราเอง ของพ่อแม่ ของครู อาจารย์ หรือว่ามันเป็นไปตามเส้นทางที่ใครบางคนปรารถนา ทั้ง ๆ ที่โรงเรียนเดิมก็มี การศึกษาต่อระดับมัธยม แต่ทำไมผมถึงไม่เคยคิด เลยว่าต้องเรียนที่โรงเรียนประจำหมู่บ้านต่อ มีความคิดแต่ว่าต้อง สอบเข้าเรียนที่โรงเรียนประจำจังหวัดให้ได้ และตนเองก็มั่นใจว่าทำได้แน่นอน ถึงแม้จะไม่เต็มร้อย แต่ความรู้สึกที่พอจะจำได้ตอนนั้น มันคงมีมากเหลือเกิน ทำไม ความมั่นใจว่าต้องสอบเข้าได้จึงมีมาก อาจจะเป็น สมัยที่เรียนโรงเรียนประจำหมู่บ้านนั้น ซึ่งเป็นโรงเรียนบ้านนอก ของจังหวัดนอก ๆ อย่างศรีสะเกษนั้น ตนเองนับว่า มีความสามารถพอสมควร เรียกได้ว่า เป็นเด็กเรียนดี ในสายตาของคนอื่น ๆ สอบได้ที่ 1 ทุกเทอม สมัยประถมศึกษาปีที่ 1- 6 มี 18 เทอม ผมสอบได้ที่ 1 ทั้ง 18 เทอม เพื่อน ๆ ในห้อง 22 บ้าง 23 คนบ้าง 24 คนก็เคยมี (เพราะบางคนก็ย้ายเข้า ย้ายออกก็มีบางปี) เรื่องของเกรดนั้น ตั้งแต่เรียนมา มีเกรด 3 อยู่ 1 ตัว คือ สมัยเรียน ป. 6 เทอมสุดท้าย วิชา ส.ป.ช ได้เกรด 3 เสียประวัติเกรด 4 รวด ทั้ง 18 เทอมหมดเลย ตามที่จริง ผู้อ่านไม่ต้องหมั่นไส้ก็ได้ครับ เคยได้ยินไหมครับ ว่า เก่งบ้านนอกมันกระจอกในเมือง อย่าไปใส่ใจมันเลย 555 ด้วยตนเองเป็นหัวหน้าห้อง อีกทั้งเป็นนักเรียนที่เรียนดี เป็นตัวแทนไปแข่งขันตอบปัญหาของโรงเรียน ในระดับตำบล อำเภอ บ่อยครั้ง (ตรงนี้แหล่ะ ที่ทำให้เรารู้ว่าเก่งบ้านนอก มันกระจอกในเมือง เพราะบ่อยครั้งที่ว่า เราก็ไม่เคยที่จะชนะเลิศ อย่างดีหน่อย ก็อยู่ระดับกลาง ๆ และค่อนไปท้ายๆ เสียมากกว่าเท่านั้นทุกคราไป 555) ผู้คน ญาติมิตร ครูอาจารย์ คงไม่แปลกใจ หากผมจะไม่เรียนต่อที่โรงเรียนเดิม และเข้าไปสอบคัดเลือกเข้าเรียนต่อที่เรียนประจำจังหวัด “โรงเรียนศรีสะเกษวิทยาลัย” ผมเริ่มลังเล ตอนที่ผมเรียนเทอมสุดท้ายของชั้นประถม ว่าตัวผมเองมีความสามารถในการสอบคัดเลือกเข้าไปจริง ๆ หรือ อาจจะเป็นเพราะผมไม่ชอบการเปลี่ยนแปลง เป็นเด็กขี้อายสุด ๆ ไม่รู้วิธีการเข้าหา คบเพื่อนใหม่ ทำให้ผมค่อนข้างที่จะวิตกกังวล หากแม้นว่า ผมสอบได้ไปแล้วก็จะเจอเพื่อนใหม่ ๆ เราจะเข้ากับใครได้ไหมน้อ ความวิตกยิ่งเข้ามาอีก เมื่อมี ครูท่านหนึ่งเข้ามา เหมือนชักชวนให้ผมเรียนที่โรงเรียนเดิม พร้อมทั้งรายยาวถึง ข้อไม่ดีของการเรียนในโรงเรียนในเมืองว่า มีการแข่งขันกัน มีการอวดอ้าง ข่มกัน ในห้องเรียนกับเพื่อนห้องเดียวกัน ซึ่งนั่นแหล่ะคือสิ่งที่ผมกลัว และไม่ชอบ แต่อาจจะเป็นเพราะ ผมรู้ว่า ผมต้องไปสอบเท่านั้นเองมั้ง ไม่มีทางเลือกอื่น ผมไม่ได้สมัครที่ไหนสำรองไว้ ไม่ว่าจะเป็นทางโรงเรียนเดิม หรือโรงเรียนลำดับรอง ๆ มา เรียกๆได้ว่า หากผมสอบเข้าเรียนไม่ได้ คงวุ่นหาที่เรียนกันใหม่อีกที ผมไปสอบเข้า ต่อ ม.1 กับเพื่อนที่หมู่บ้าน 11 คน ผลปรากฎว่า ผมติดอยู่คนเดียว มันยิ่งทำให้ผมกังวลไปใหญ่ว่า ผมต้องไปโรงเรียนใหม่ โดยไม่มีเพื่อน ๆ เลย ต้องไปคนเดียวโดด ๆ เอง แล้วชีวิตผมจะเป็นอย่างไร คิดไปไกลถึงนู้น . อืม...ยิ่งเขียนยิ่งจะยาว และไปเรื่อย ๆ ไม่มีขอบเขตเสียจริง ตามที่จริงนั้นที่ผมเขียนขึ้นก็เพียงเป็นอารมณ์ที่ผมคิดถึงเพื่อนๆ ของผมสมัยเรียนด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็น ประถม มัธยม เพื่อนเก่า ๆ ไม่รู้แต่ละคนตอนนี้ไปยังไง ทำให้เราย้อนไปคิดตั้งแต่เรียนประถม ไล่มา นิ้ว อาจจะสัมผัสไม่ทันความคิดความรู้สึก ก็ช่างมัน อย่างน้อยๆ ผมได้คิดถึงเพื่อน หลายคน เหตุการณ์ต่างๆ ที่เคยประสบด้วยกัน มันเล่าได้เป็นเรื่อง ๆ เพียงจะบอกว่า ไม่รู้ว่าตนนี้เพื่อนๆ หลายคนเป็นเช่นไร เป็นตายร้ายดีอย่างไร เพื่อนที่ผมเรียนด้วยกันมา ตอนนี้เสียไปแล้ว 2 คน คนหนึ่งคนเพื่อนสมัยประถม เพื่อนในหมู่บ้าน คนนี้สนิทมาก ๆ สมัยที่เราเป็นเด็ก ตั้งแต่ชั้นเด็กเล็กแล้ว ไปไหนไปด้วยกัน วันที่เขาเสียผมไม้รู้ด้วยซ้ำว่าเป็นวันไหน รู้แต่ว่า เกิดขึ้นสมัยที่ผมเรียนระดับปริญญาตรี ผมคุยโทรศัพท์กับแม่ อยู่ ๆ แม่ก็บอกว่า ไอ้หมอนี่ตายแล้ว โดนรถชนนี่ล่ะ หรืออะไรสักอย่าง ผมถามว่านานยัง ทำไมไม่มีคนบอกผม งานศพผมก็ไมได้ไป อะไรก็ไม่ได้ทำ มันไปดื้อ ไปง่าย ๆ แบบว่า อยู่หมอนี่ก็ หายไป ผมงง และอึ้ง อีกคนคือเพื่อน เรียนมัธยมปลาย ชื่อ เป็ด คนนี้ก็มาเสียตอนที่ผมอยู่ปี 2 คนนี้ก็สนิทกัน เราเคยไปติวเตรียมทหารด้วยกัน นอนข้างกัน เป็ดไปง่ายเหลือเกิน ง่ายแบบที่ว่า ก่อนที่ เขาเสีย คืนก่อนเสียเรายังคุยโทรศัพท์ ไปคุยกับเขา อยู่เลย ช่วงปีใหม่เรากลับบ้านไปศรีสะเกษ กลับเพื่อน ๆ ขากลับมาที่ขอนแก่น ระหว่างนั่งรถตู้กลับ ก็บังเอิญคิดถึงเป็ดขึ้นมาเฉย ๆ เรารู้ว่าเป็ดไม่สบายตั้งแต่ ม.5 แล้ว เขาโดน รถชวน ฟันเขาก็หัก หลุด อะไรสักอย่าง พูดง่าย ๆ มีปัญหาเพราะติดเชื้อ จากการเกิดอุบัติครั้งนั้นก็ได้ ก็ไม่นึกว่าจะรุนแรงถึงขนาดนี้ ระหว่างนั่งรถกลับ ก็เลยโทรถามสาระทุกข์สุกดิบว่าเป็นยังไง อาการป่วย ไม่สบาย ยังคุยกับบอยด์ ในรถอยู่เลยว่า กลับมาเราน่าจะไปหาเป็ดสักหน่อย ปรากฎว่า วันต่อมา เบอร์โทรศัพท์ ไอ้วิด โทรมาบอกว่า “ไอ้เป็ด เสียแล้ว” ไอ้เราก็หัวเราะ บอกว่า “ไอ้บ้า เมื่อวานกู คุยกะมันอยู่ มึงอย่ามาอำ” ไอ้วิดก็บอกว่าไม่ได้อำ ไม่เชื่อมันลองโทรไปถามซิ ขณะที่คุย ก็มีสายซ้อนมา มันคือเบอร์ เป็ด เป็นน้องสาวโทรมาบอกว่า พี่ชาย เสียแล้ว ผมงง ๆ และอึ้ง เป็นไปได้ยังไง เมื่อวานก็คุยกัน สนุกสนาน มันหัวเราะ อำกัน ไม่มีอาการไม่สบายหนักเลยนี่ มันไปง่าย ๆ อย่างนี้เหรอ ผมรีบโทรหา ไอ้บอยด์ อาการเดียวกันกับที่ ผมได้ยินจากไอ้วิดเลย มันนึกว่าผมอำ ชีวิตคนเรา บทจะไป มันก็ไปง่าย ๆ เพื่อน ๆ ที่ไม่ได้รับการติดต่อนาน เราไม่รู้ว่าเขาเป็นยังไง เป็นอยู่ยังไงสบายดีไหม ไม่ทราบเลย เหตุมันมาจากที่ฝันเมื่อคืนนี้ มันก็เลยได้คิดได้เขียน หวังว่าคงไม่มีใครเป็นอะไรนะครับ 5月5日 กลับมาแล้ว...กลับมาอีกครั้งกลับมาแล้ว..กลับมาอีกครั้ง หลังจากที่ผมมีปัญหาในการอัพเดต Space เป็นเวลานาน นานเกือบครึ่งเดือน ด้วยสาเหตุอันใด ก็ไม่ทราบแน่ชัดได้ เพราะอยู่ ๆ ก็ไม่สามารถที่จะเข้าไป อัพเดตได้ เพราะไม่มี ช่องให้พิมพ์ข้อความ ขึ้นแต่ว่า “แท็ก HTML บางแท็กอาจถูกลบออกจากข้อมูลของคุณเพื่อความปลอดภัยและการจัดรูปแบบ” และก็โหลดขึ้นไม่ได้ อะไรนี่ล่ะ แต่วันนี้อยู่ ๆ มันก็สามารถเข้าไปอัพ ได้ แต่ก็อีกนั่นแหล่ะ ไม่รู้ว่า วันหลังจะยังคงอัพเดตหรือเปล่า อืม ก็ช่างมัน! ไม่รู้เหมือนกันว่าจะเขียน (พิมพ์) ข้อความอะไรลงไปอัพเดต เพราะไม่ค่อยจะมีอารมณ์สุนทรีย์ เท่าไร เหตุอันเนื่องจากความพ่ายแพ้ ต่อ เอซี มิลาน ในศึกยูฟ่า แชมป์เปี้ยนลีก นัดที่ 2 รอบรองชนะเลิศ ไป 0-3 สกอร์ รวมต้องตกรอบไปด้วยผล 3-5 ทำให้เราอดชิง และโครงการ 3 แชมป์ ฤดูกาลนี้ ต้องกลับกลายเป็นหมันไปโดยปริยาย ยอมรับว่าเซ็ง และผิดหวังพอสมควร และเสียดายโอกาสจริง ๆ แต่ที่ต้องเครดิต ต้องยอมรับอีกนั่นแหล่ะว่า เอซี มิลาน ของเราแรงจริง ๆ งมาก ๆ และเล่นได้ดีมากจริง ๆ ในค่ำคืนนั้น ก็ขออวยพรให้ เอซี มิลาน ได้แชมป์เลยก็แล้วกัน ตามที่จริงแล้ว ถ้าพูดถึงบอลอิตาลี ทีมที่ผมชอบก็คือ เอซี มิลานนี่ล่ะครับ เห็นเป็นปิศาจ แดง (ดำ) เหมือนกัน ในคำคืนนี้ (5 พ.ค. 2550) แมนฯยูฯ มีศึก ดาร์บี้ แมทช์ กับ แมนฯ ซิตี้ เพื่อนร่วมเมือง โดยแมนฯยูฯ มีดเดิมพันด้วย แชมป์ปีนี้ล่วงหน้า ด้วย จึงได้แต่หวัง และหวัง อยากเห็นชัยชนะเพราะมันจะได้รู้สึกว่า ไม่ต้องเหนื่อยตามลุ้น จนแทบจะบ้าตาย เหนื่อย เสียว ไปจนจบฤดูกาล อย่างที่บอกว่า เดี๋ยวนี้เหมือนกับว่า ผมมีเพียงฟุตบอล เท่านั้นเป็นที่ยึดเหนี่ยวทางจิตใจ ขยายความนิดหนึ่ง คำว่ายึดเหนี่ยวทางจิตใจในความหมายของผมคือ การหาที่พึงทางจิตใจ ฝากความรู้สึกไว้กับมัน พยายามที่จะคิดถึง พยายามที่จะใส่ใจ บางครั้งก็เหนื่อยเหมือนกัน ที่ต้องลุ้น ต้องติดตาม โดยที่ผมไม่ทราบผลการแข่งจะเป็นอย่างไร บางครั้งก็เสียวๆ หากทีมโดนนำ หากว่านำเราก็ดีใจ แต่จะโล่งใจที่สุดหลังจบเกมส์ และผลเป็นอย่างที่หวัง การชอบ การได้รัก และการยึดสิ่งนั้นเป็นที่ยึดเหนี่ยว มันก็คงจะเป็นอย่างนี้แหล่ะเน้อ.. ไม่ว่ายังไง หากผลการแข่งขัน ยังไม่จบ มันก็ได้ลุ้นต่อไป ถูกนำมาก รู้ว่าจะแพ้ มันก็เจ็บใจ แต่ก็ปลง ๆ ได้เหมือนกัน ถ้าเกมส์นี้มันพลาด หากมีเกมส์ข้างหน้าก็ลุ้นใหม่ แต่หากไม่มีเกมส์ข้างหน้า ก็คงต้องได้แต่ทำใจ 4月18日 14 เมษายน 2550ขอขวัญวันเกิดปีนี้ ขณะที่ผมเขียนข้อความนี้ ผมกำลังรอการแข่งขันฟุตบอล เอฟ เอ คัพ รอบรองชนะเลิศ ระหว่าง แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด กับ วัตฟอร์ด ลุ้นผลการแข่งขัน เพื่อให้ 14 เมษายน มีคุณค่ามากที่สุดอย่างที่บอกว่า ผมถือว่าวันนี้เป็นคล้ายวันเกิดของผม ถึงแม้ว่า จริง ๆ แล้ว แม่จะบอกว่าผมเกิดวันที่ 10 เมษายน ก็ตาม ก็ในเมื่อวันที่ 10 เมษายน 2550 แมนฯยูฯ ชนะโรม่า ถึง 7-1และเข้ารอบรองชนะเลิศ ยูฟ่า แชมป์เปี้ยนลีก เป็นการฉลองให้แล้ว และวันที่ 14 เมษายน 2550 อันถือเป็นคล้ายวันเกิดตามสูติบัตรและเป็นวันที่ผมยึดว่าผมเกิดวันนี้ ก็ขอให้ผลการแข่งขันไปตามที่ผมหวังและให้สมบูรณ์ และถือเป็นของขวัญวันเกิดให้ก็แล้วกัน แหม! ก็ขอพรกันดื้อ ๆ แบบนี้แหล่ะครับ … ในวันที่ 10 เมษายน 2550 แม่โทรมาอวยพรเป็นคนแรก ตามด้วยเพื่อน ๆ ที่เล่น MSN ที่ผมบอกขณะที่เล่น MSN ในวันนั้นไม่ว่าจะเป็นอ้อยทิพย์ นกกี้ และตั๊กกี้ (3 คนนี้คือเพื่อนป.ตรี เอกบรรณรักษศาสตร์และสารนิเทศศาสตร์) เอ้อ! เกือบลืม พี่เตยอีกคนที่ รุ่นพี่ WED (โครงการวิจัยการอยู่ดีมีสุข) ที่อวยพรให้เพราะผมเองบอกว่า ตามที่จริงแม่ผมบอกว่าเกิดวันนี้ (10 เมษายน) พอมาวันที่ 11 เมษายน 2550 ที่คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มีงานรดน้ำดำหัว อาจารย์ผู้ใหญ่ที่คณะ ในฐานะที่เราเป็นทั้งลูกศิษย์และเจ้าหน้าที่ด้วย เราก็รดน้ำขอพรจากผู้หลักผู้ใหญ่ อาจารย์ที่สั่งสอน ระหว่างที่รดน้ำ บางท่านผมก็บอกว่า “อาจารย์ครับ (พี่ ๆ) ครับ เมื่อวานวันเกิดผม อาจารย์ (พี่ ๆ) ช่วยอวยพร สองต่อเลยนะครับ” 555+ อย่างพี่ ๆ ในสำนักงานคณบดีก็อวยพร ไม่ว่าพี่นา พี่เชิด พี่บี พี่เป้า อืม! ระหว่างที่รดน้ำดำหัวที่คณะ ผมประทับใจครูท่านหนึ่ง คือ ครูยุพิน หรืออาจารย์ยุยินที่เรา ๆ รู้จัก (หมายถึง นักศึกษาบรรณารักษศาสตร์และสารนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น) พอผมรดน้ำอาจารย์ อาจารย์ ก็อวยพรให้ บอกว่า “อืม อภิรัก ให้ อภิรัก.............” อวยพรให้ ร่ายยาว.. ผมถึงกับอึ้ง! ที่อึ้งก็เพราะอาจารย์จำชื่อผมได้ ผมจบไป 2 ปีแล้วนะครับ แถมอาจารย์อายุ ก็มากแล้ว แม้ผมจะทำงานที่คณะ ผมก็เชื่อว่าอาจารย์ก็คงไม่รู้หรอกว่าผม ทำงานอยู่ที่นี่ แล้ว อาจารย์จำผมได้ยังไง เพราะระหว่างที่เรียน 2 วิชาที่เคยเรียนกับอาจารย์ ไม่ว่าจะเป็น วิชาห้องสมุดมหาวิทยาลัย หรือวิชาการบริหารห้องสมุด ผมก็ไม่ได้เด่นถึงขนาดจบไปตั้ง 2 ปี อาจารย์ยังจะจำชื่อได้ เพราะลูกศิษย์ลูกหาของแกเยอะ ถ้าเป็นแบบหัวกระทิอบ่าง ฐิติมา พนิดา ก็ว่าไปงั้น หรือว่า ที่อาจารย์จำได้คงเป็นเพราะผมมีพฤติกรรมแย่ ๆ อย่างงั้นเหรอ ? คงไม่ใช่มั้งครับ 555+ สำหรับวันที่ 14 เมษายน 2550 ผมได้รับการอวยพรวันเกิดเรียกได้ว่า ทั้งวันตั้งแต่เช้า จนค่ำ แต่ เอ๊! มีตั้งแต่วันที่ 13 เมษายน ด้วยซ้ำ ส่วนใหญ่เป็นข้อความทาง SMS ครับ มีไม่กี่รายที่โทรมาอวยพรวันเกิดให้ เริ่มต้นที่ ยายน้ำ เพื่อนตั้งแต่สมัยเรียนมัธยม.ต้น และมัธยม.ปลาย อวยพรข้อความทาง SMS เวลาในเครื่องปรากฏเวลา วันที่ 13 เมษายน 2550 เวลา 23.49 น. ยังไม่ถึง วันที่ 14 เมษายน เลย เข้าใจว่า คงจะพยายามส่งให้ตรงเวลา 00.00 น. ของวันที่ 14 เมษายน 2550 แต่ว่ามาเร็วไปหน่อย หรือคงเป็นพอรอเที่ยงคืนไม่ไหว กลัวจะหลับก่อนหรือไง 555+ หรืออีกเหตุผลที่ข้อความถูกส่งมาล่วงหน้าเพราะเธอตั้งนาฬิกาเดินเร็วเกินไปสัก 10 นาที มั้ง จะว่าด้วยเหตุผลใด แต่เธอเป็นคนแรกของปีนี้ที่อวยพรวันเกิดให้ (ที่เข้าใจเหมือนคนอื่น ๆและตัวเรา ว่า 14 เมษายน คือวันคล้ายวันเกิด) จะว่าไปผมก็เคยส่งข้อความอวยพรวันเกิด ให้กับคน ๆ หนึ่งล่วงหน้าแบบนี้เหมือนกัน แต่ผมจงใจส่งไปล่วงหน้า โดยข้อความมีว่า “แฮปปี้เบริดเดย์ครับ บอกล่วงหน้าจะได้เป็นคนแรก ๆ ที่คิดถึง มีความสุขมาก ๆ ครับ จากอภิรัก” แหม! ผมชอบชื่อผมจัง “อภิรัก” ความหมายดีจริง ๆ 555+ มาถึงตอนเช้าจริง ๆ ของวันที่ 14 เมษายน 2550 เวลา 06.28 น. ได้รับข้อความจาก หนุย อวยพรวันเกิดให้ คนแรกของวัน ถึงจะหลับอยู่ เพราะมันเช้ามาก ๆ แต่ผมก็สัมผัสไวเสมอโดยเฉพาะคนนี้ ผมเปิดอ่าน แล้วก็นอนต่อ เพราะ ข้อความส่วนหนึ่งบอกว่า “ขอให้มีความสุข (ความสุขกับการนอน)” 555+ เหมือนจะรู้ว่าผมหลับอยู่ จะไม่ให้รู้ได้ไง เพราะที่เธอส่งข้อความมา มัน 6 โมงเช้านะครับ ผมก็เลยทำตามที่ขอและจัดให้ไง “นอนอย่างมีความสุข” นอนต่อสักพัก 08.21 น. ข้อความก็เข้ามาอีก ข้อความมาจาก อุ๋ม เพื่อนสมัยเรียนมัธยม.ต้น และมัธยม.ปลาย อวยพรรวบยอดทั้งสงกรานต์และวันเกิด พอเข้าช่วงสาย 10.17 น. เอ็ม เพื่อน ป .ตรี ต่างสาขาจาก การจัดการการพัฒนาสังคมก็โทรมาอวยพร นับเป็นสายแรกที่โทรมาอวยพรวันเกิด ทำนองที่ว่ากลับมาจากบ้านเมื่อไหร่ ขอให้เลี้ยงวันเกิดด้วย อ้เราก็บอกว่าเลี้ยงไปแล้ว ตั้งแต่ 12 เมษายน กะเลี้ยงตอนเพื่อนน้อย ๆ นี่ล่ะ หึ หึ เหลืออยู่ตอนนั้น แค่ไม่กี่คน ก็มี เต่า แบงค์ สุ และก็หนุย ประหยัดดี 555+ ก็อยากกลับบ้านทำไมเน้อ 14.00 น. มีข้อความเข้ามาอวยพรวันเกิดสั้น ๆ วัน “Happy birth day na ja p’Noi/n’noi” เบอร์ไม่คุ้น ก็เลยไม่รู้ว่าเป็นน้องหน่อยไหน ก็รู้จักหน่อยที่เป็นรุ่นน้อง 2 คนนี่ แต่ดันไม่ใช่เบอร์ของ 2 คนนี้ คนหนึ่งคือหน่อยที่ทำงานการเงินที่คณะ อีกคนคือ ไอ้น้องหน่อย รุ่นน้องที่คณะที่เพิ่งจบปีนี้ ไอ้คนนี้บางที่มันก็เรียกเราเป็นพ่อมัน เข้าใจว่าน่าจะเป็นคนหลังนี่ล่ะ โทรศัพท์สายที่ 2 ที่โทรมาอวยพรคือ จากส้มแจ๋ว เพื่อนสมัยเรียนมัธยมปลาย โทรมาเวลา 14.36 น. ทำนองที่ว่าอวยพรวันเกิด และนึกว่าผมกลับบ้าน บอกว่าเพื่อนนัดกันกินข้าวกัน นัดการเล่นสงกรานต์ว่างั้น ทำเอาผมเสียดายที่ไม่ได้กลับบ้านเลยทีเดียว โทรศัพท์สายที่ 3 จาก จุ๋มเพื่อน เพื่อนสมัยเรียนมัธยมปลาย อีกคน โทรมาเวลา 16.29 น. นอกจากเขาจะอวยพร วันเกิดให้แล้ว ยังถามอีกว่าไม่ได้กลับบ้านเหรอ มาแนวกลับส้มแจ๋วเลย ยิ่งทำให้ผมเสียดาย ที่ไม่ได้กลับบ้านไปอีก เนื่องจากไม่ได้กลับบ้าน อีกทั้งเพื่อน ๆ ที่โทรมาอวยพรวันเกิด ยังถามกดดันเล็ก ๆ วันสงกรานต์นี้ทำไม ไม่กลับบ้าน อีกทั้งวันนี้ยังถือเป็นวันครอบครัวซะอีก เฮ้อ! เหตุผลในการกลับบ้านของผมนับว่ามีมากกว่าคนอื่นอีกว่าไหมครับ ว่าแล้วผมก็เลยโทรกลับบ้าน ผมโทรกลับบ้านเวลา 18.43 น. โทรกลับบ้านขอความอวยพรวันเกิดจากพ่อ และแม่ แม้ว่าจะโทรมาอวยพรตั้งแต่วันที่ 10 เมษายน แล้ว แต่ผมก็บอกว่า ผมถือวันนี้ เป็นวันเกิด อีกทั้งวันนี้เป็นวันครอบครัว ก็ให้ทั้งแม่และพ่ออวยพรให้แบบว่าบังคับกันเลย หึ หึ ก็จะมีคำอวยพรไหนสำคัญเท่ากับพรจากพ่อและแม่ล่ะครับใช่ไหม ข้อความอวยพรวันเกิดอีกข้อความมาตอน 19.04 น. จากสุ เพื่อน ป.ตรีจากต่างสาขาอีกคน สาขาการจัดการการพัฒนาสังคม ผมชอบข้อความอวยพรทอนหนึ่งจัง “วันเกิดแล้วนี่ขอให้ถูกหวย..” ขอให้เป็นดังนั้นเหอะครับ 55+ ข้อความอวยพรมาอีกล่ะจากแพท เพื่อนจากสาขาการจัดการการพัฒนาสังคม อีกคนหนึ่งมาตอนเวลา 19.27 น. อืม! สังเกตเห็นอะไร บางอย่างแล้ว มีแต่เพื่อนต่างสาขาทั้งนั้นที่อวยพรวันเกิดให้ ก็มาจากสาขาการจัดการการพัฒนาสังคม เกือบหมด นอกนั้นก็เป็นเพื่อนสมัยมัธยม อีกทั้งก็เป็นผู้หญิงทั้งหมด อย่างว่าล่ะครับ ผู้ชาย เขาก็ไม่ค่อยจะให้ความสำคัญอะไรกับวันเกิดนักหรอก แหม! ถ้าผมได้รับข้อความอวยพรวันเกิดจากเพื่อนผู้ชายต่างหากที่ผมจะมองว่าแปลก และที่เพื่อนในสาขาผมไม่มีใครส่งวข้อความมาอวยพรเลยก็คงไม่แปลก เพราะสมัยที่เรียนผมก็ไม่เคยสนิทกับเพื่อนในสาขาเท่ากับเพื่อนสาขาการจัดการการพัฒนาสังคม อีกทั้งก็ไม่รู้อีกว่าเพื่อนเขารู้หรือเปล่าว่า 14 เมษายน เป็นวันเกิดผม หึ หึ อืม! ปีนี้แปลกครับพี่ชายโทรมาหาผม เวลา20.48 น. อวยพรวันเกิดให้ด้วย สืบเนื่องจากเขาโทรไปที่บ้านและคงเป็นพ่อหรือแม่ บอกให้โทรมาอวยพรวันเกิดน้องหน่อยประมาณน้อย หึ หึ สมกับเป็นวันครอบครัวจริง ๆ อีกหนึ่งสายที่โทรมาอวยพร คือ น้องฟ้า รุ่นน้องที่รู้จัก เพิ่งจะจบปีนี้ โทรมาเวลา 21.03 น. อืม! นับเป็นรุ่นน้องอีกคนที่จำวันเกิดเราได้ก็ดี นับว่าปีนี้ก็มีคนอวยพรมากพอสมควร ต้องขอบคุณสำหรับคำอวยพรทั้งหมดด้วยเหมือนกัน ผลบอลก็จบแล้วครับ แฮปปี้ครับ 25 ปีสมบูรณ์จริง ๆ แมนฯยูฯ ชนะ 4-1 เข้ารอบชิงครับ ประตูจาก เวย์น รูนี่ย์ 2 ประตู คริสเตียโน่ โรนัลโด้ 1 ประตู และ จากคีแรน ริชาร์ดสัน อีกประตู นับว่าเป็นการเข้าชิงฉลองครบรอบวันเกิดให้จริง ๆ มีสถิติส่วนตัวนิดหนึ่ง เมื่อปี 1999 ปีที่แมนฯยูฯ ได้ ทริปเปิ้ลแชมป์ หรือ 3 แชมป์ตอนนี้ เมื่อวันที่ 14 เมษายน 1999 ในรอบรองของเอฟ เอ คัพ แมนฯยูฯ อาร์เซน่อล ในรอบรองชนะเลิศ จากประตูโซโล่เดียวของกิ๊ก จำได้ไหม เข้าไปชิงกับนิวคาสเซิ่ล และก็ได้แชมป์ ผมกำลังจะบอกว่า วันนี้ก็วันที่ 14 เมษายน นี่ก็รอบรอง ฯเหมือนกัน ฉลองวันเกิดให้เหมือนกัน ปีนั้นได้ 3 แชมป์ ปีนี้ก็หวังเป็นอย่างยิ่งจะเหมือนปีนั้น สถานการณ์มันเหมือนกันอย่างไม่น่าเชื่อจริง ๆ ครับ ตอนนี้ผมหวังแต่ว่า ปีครบรอบ 25 ปีนี้ของขวัญชิ้นสำคัญ ขอเป็น 3 แชมป์ของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดได้ไหม...พรีเมียร์ชิพ , เอฟ เอ คัพ และยูฟ่า แชมป์เปี้ยนลีก ....สาธุ.. ป.ล. มีข้อความอวยพรวันเกิดย้อนหลัง มาเมื่อวันที่ 15 เมษายน 2550 จากตุ๊กตา เพื่อนสาขาการจัดการการพัฒนาสังคมอีกล่ะ เข้าใจว่าคงลืม สงสัยเกิดจากที่ผมก็ ดันส่งข้อความไปไซโค ว่า "มีความสุขในวันสงกรานต์ และขอบคุณสำหรับคำอวยพรวันเกิด" ให้เพื่อนที่อวยพรมาให้แล้ว และบางคนอาจจะลืม 555+ แล้ววันที่ 15 เมษายน นี้เองเพื่อนสมัยเรียนมัธยม อีกคนก็โทร มา ท๊อป (สิมมา) โทรมา จากที่เขานั่งทานข้าวด้วยกันที่ ศรีสะเกษ บ้านเกิด สงสัย กำลังนั่งนินทากัน ก็เลยจำได้ว่า เมื่อวานวันเกิดไอ้น้อนนี่หว๋า ก็เลยหยิบโทรศัพท์ โทรศัพท์ ไอ้กระผม ก็เลยทวงคำอวยพรย้อนหลัง ก็เท่านั้น แต่มีข้อความอวยพรวันเกิดที่เข้ามาหลังสุดคือวันที่ 17 เมษายน 2550 จากนกกี้ เพื่อนสมัยป.ตรี สาขาบรรณรักษศาสตร์และสังคมศาสตร์ ที่อุตส่าห์ส่งข้อความอวยพรให้แม้จะผ่านมาหลายวัน อันเนื่องมาจาก การกินข้าวเย็น (จุ่มจิ้ม) กับเพื่อนมีทั้งอ้อยทิพย์ นกกี้และตั๊กกี้ ไอ้ผมก็ทวงว่า มีแต่เพื่อน ๆ สาขาการจัดการการพัฒนาสังคม กับเพื่อนสมัย ม.ปลาย อวยพรให้ เพื่อนสาขาเดียวกันไม่เห็นมีเลย.....ว่าแล้ว....ทั้ง 3 คนก็ แจงเหตุผล น่าฟังว่า "พวกเราอวยพรไปแล้วนะ ตั้งแต่วันที่ 10 , 11 นู้น" ใช่ครับทั้ง 3 คนอวยพรให้ตามที่บอกจรองผ่าน MSN นอกจากนั้น อ้อยทิพย์ ยังบอกว่าให้ของขวัญวันเกิดแล้วด้วย... ใช่ครับ อ้อยทิพย์ ให้ปากกาหมึกซึมมาแท่งหนึ่ง จาก ออฟฟิค ตนเองด้วยดีจริง ๆ 55+ ล่าสุดของล่าสุด เมื่อตะกี้ บอยด์ เพื่อนสมัยเรียนมัธยม อีกคน ส่งข้อความผ่าน MSN อวยพรมาอีกวัน เอาล่ะเดี๋ยว ป.ล . จะยาวกว่า เนื้อหา พอแค่นี้ดีกว่า ก็ขอบคุณ สำหรับคำอวยพรดี ๆ 4月11日 อืม! พอที่จะเข้าใจ อืม! พอที่จะเข้าใจ
“ถ้าฉันตายไป จะมีคนร้องไห้ให้กับฉันไหมนะ” ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าเคยอ่านเจอประโยคนี้ที่ไหน หรือเคยได้ยินที่ไหนมา แต่ที่แน่ ๆ เมื่อได้ฟังแล้ว รู้สึกใจหายเหมือนกัน ฟังดูเหงา ๆ เศร้า ๆ ยังไงไม่ รู้ ความไม่แน่ใจว่า ในโลกนี้ ตนเองมีค่าหรือมีคุณค่า กับใคร ๆ ไหม ? ช่างเป็นอารมณ์ที่เปล่าเปี่ยวเหลือเกิน บางครั้งผมก็เคยคิดถึงประโยคนี้ แล้วผมกลับมานั่งคิด นอนวิเคราะห์ แล้วตัวเราล่ะ “ถ้าฉันตายไป จะมีคนร้องไห้ให้กับฉันไหมนะ” ...... ...... ..... คิดแล้วมันก็ได้คำตอบ อย่าง ๆ น้อย ถ้า ผมตายไปเสียตอนนี้ คนที่ร้องไห้นั้นมีแน่นอน นั่นคือความมั่นใจว่า ผมมีค่า มีคุณค่ากับ พวกเขา ใช้ คำว่า “พวกเขา” นั่นแสดงว่า มีมากกว่า 1 คน “พวกเขา” ที่ว่า นั่นหมายถึง พ่อ แม่ และน่าจะรวมถึงพี่ชายของผมด้วย หรือเรียกรวมง่าย ๆว่า “ครอบครัวของผม” นั่นหมายถึงว่า อย่างน้อย ๆ ผมมีค่าในครอบครัว ผมเชื่อว่า พ่อและแม่ จะต้องร้องไห้ อย่างมากมายแน่ ถ้าหากผมเกิดเป็นอะไรขึ้นมา ส่วนพี่ชาย นั้น ก็คงจะต้องเสียน้ำตาเช่นกันมั้ง คงเป็นเพราะผมคิดในแง่มุมกลับ ผมรู้สึกยังไง พวกเขาคงรู้สึกไม่ต่างจากผมเท่าไหร่ ถ้าเขาจะเสียใจกับการที่ผมเสียไป ผมคงไม่กล้าทำให้เขาเสียใจหรอก แล้วคนอื่น ๆ ล่ะ ใช้มุมเดียวกันในการย้อนมุมกลับ ถ้าใคร ๆ เขาเกิดเสียขึ้นมา เราจะร้องไห้ไหม แล้วจะร้องไห้กับใครบ้างนะ ชักจะไม่ค่อยมั่นใจเท่าไร มันก็พูดยาก เหมือนกัน ตอนทีเราไปงานศพใคร ๆ บางคนก็เกี่ยวพันกัน บางคนก็ไม่เกี่ยว แต่ก็รู้สึกเศร้านะ แต่ร้องไห้ไหม บางครั้งมันก็ซึม ๆ คงเป็นเพราะบรรยากาศ ผมไม่ค่อยชอบบรรยากาศงานศพ คนอื่นก็คงไม่ชอบทั้งนั้นแหล่ะ แต่ถ้าไม่อยู่ในบรรยากาศ สมมุติ อยู่ได้รับโทรศัพท์ ว่า “คนนี้เสียแล้วนะ” แล้วน้ำตามันไหล มันร้องไห้ออกมา มันจะมีสักกี่คนไหมนะ เท่าที่ผ่านมา ตนเองก็ไม่เคยร้องไห้นะ คงเป็นเพราะ คนนั้นยังไม่ผูกพันเท่าไร แต่จะว่าไป พวกเขาก็เป็นเพื่อน บางคนก็สนิทนะ หรือว่าเราใจแข็ง หรือว่า เพราะอะไร นั่นซิ เพราะอะไร ทำไมเรา เขียนถามถึงเรื่องนี้ ...... ...... ..... บางทีมันก็เหงา ๆ ตั้งคำถามแปลก ๆ เพื่อถามตนเอง ที่พอให้ได้คำตอบแล้วเราจะรู้สึกสบาย สบายใจ มันคงเหมือนการได้ระบายมั้ง ดีเหมือนกัน.. อืม ! พอจะเข้าใจแล้วล่ะ ... 7-1 อ่านว่าเจ็ดต่อหนึ่ง7-1 (อ่านว่า เจ็ด ต่อ หนึ่ง) วันที่ 10 เมษายน 2550 ช่างมีความหมายนัก ตั้งแต่เช้า แม่ผมโทรศัพท์มาอวยพรวันเกิดตั้งเช้า ไม่ต้องแปลกใจครับ ที่ผมบอกว่าผมเกิดวันที่ 14 เมษายน อันเป็นวันที่ตรงกับสงกรานต์ อันนั้นมันก็ถูกเช่นกัน 14 เมษายน 2525 คือ วันเกิดตาม สูติบัตร แต่ วันที่ 10 เมษายน 2525 คือวันเกิดจริงที่ แม่บอก แม่ผมเล่าให้ฟังว่าที่ต้องแจ้งวันที่ 14 เมษายน เป็นวันเกิดตามสูติบัตร อาจจะเป็นเพราะไปแจ้งช้าก็ได้มั้ง หรือ คุณลุงที่เป็นคนไปแจ้งเกิดให้อาจจะลืม หรือยังไง ผมก็ไม่ค่อยสนใจเท่าไร ผมยังยึดวันที่ 14 เมษายน เป็นวันคล้ายวันเกิด เวลาที่แจ้งใครต่อใคร ไม่ว่าสมัครเรียนต่อ สมัครงาน งานธุรกรรม ต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง กับวันเกิดผมก็แจ้งตามสูติบัตร และผมก็ชอบด้วยนะเวลาที่บอกว่าตนเองเกิดวันที่ 14 เมษายน เพราะวันนี้เป็นช่วงเทศกาลสงกรานต์ ผมก็จะบอกคนอื่นว่า วันเกิดผมมีคนฉลองกันทั้งประเทศ สาดน้ำกระจาย ตอนที่แม่ผมโทรมาอวยพรเกิดในวันที่ 10 เมษายน แกก็บอกว่า ลูกนั้นเกิดวันนี้ ตามที่จริงแกก็บอกผมอย่างนี้ทุกปี ผมก็จะถามทุกปีทุกกันว่าไม่ใช่วันที่ 14 เมษายน เหรอ! แกจะเล่าให้ฟังอย่างเดิม เหมือนปีที่แล้ว ปีก่อนนู้น แต่ผมก็ชอบฟังดี แกเล่าว่าตอนที่แม่พาผมกลับบ้านหลังจากที่คลอด คนก็เล่นสงกรานต์ สาดน้ำเข้ามาในรถ ต้องคอยหลบไม่ให้เปียก ผมก็มักจะถามคืนว่า ทำไมเอาผมไปเสี่ยงขนาดนั้น รถนี่ไม่มีกระจกหรือไง หรือ ทำไมต้องกลับต้องที่คนเล่นน้ำ หึ หึ ก็ถามกวน ๆ ไปเท่านั้น 10 เมษายน 2550 แสดงว่าผมครบรอบ 25 ปี หรือเป็นปี เบญจเพส พอดี อย่างว่า ตั้งแต่ที่ผมเกิดมา ผมไม่เคยมีอายุมาก เท่านี้มาก่อน ก็เลยตื่นเต้น แถม ตลอดชีวตคนเรามันมีครั้งเดียวเองนะ หึ หึ ก็หัวเราะอีก วันที่ 10 เมษายน 2550 คืนนี้ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ลงแข่งกับโรม่า ในศึกษา ยูฟ่าแชมป์เปี้ยนลีก รอบ 8 ทีมสุดท้ายนัดที่ 2 ผมหวั่น ๆ เหมือนกันว่า นัดนี้จะตกรอบ เพราะนัดแรกดันไปแข่งแล้วแพ้มา 1-2 ผมก็เลยต้องลุ้นหนักหน่อย ตี 1 กับ 45 นาที คืนนี้มันสำคัญนัก ผมตั้งหน้า ตั้งตารอดู ไม่ผิดหวังจริงๆ 7-1 อ่านว่า เจ็ด ต่อ หนึ่ง ครับพี่น้อง แมนฯยูฯ ชนะ 7-1 เข้ารอบด้วยสกอร์รวม 8-3 เฮ้ย! อะไรมันสุดยอดเท่าค่ำคืนนี้ มันเล่นเพื่อฉลองมันเกิดให้ผมชัด ๆ ผมรัก แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด จังครับ สกอร์ 7 -1 จาก ไมเคิ่ล คาร์ริค 2 ประตู คริสเตียนโน่ โรนัลโด้ 2 ประตู เวย์น รูนี่ย์ 1 ประตู อลัน สมิธ 1 ประตู และปราทริค เอวร่า 1 ประตู มันสุดยอดจริง ๆ บอกได้คำเดียว สะจ๊ายยยยยยยย............. ก็หวังต่อเหมือนวันที่ 14 เมษายน 2550 แมนฯยูฯ จะแข่งเอฟ เอ คัพ กับวัตฟอร์ดรอบรอง ให้ช่วยฉลองวันเกิดให้ได้อีกเช่นกัน 10 เมษายน 2550 วันเกิดจริงๆ แมนฯยูฯ ชนะเข้ารอบ ยูฟ่า แชมป์เปี้ยนลีก 14 เมษายน 25520 วันเกิดตามสูติบัตร และวันเกิดที่ตนเองยึดถือ ก็หวังว่าจะชนะเพื่อฉลองให้อีก จบฤดูกาล คว้า 3 แชมป์ พรีเมียร์ลีก เอฟเอคัพ และ ยูฟ่า แชมป์เปี้ยนลีก ฉลองครบรอบ 25 ปี เบญจเพส ให้ ไม่มีอะไรสุขเท่านี้อีกแล้ว 4月10日 แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ที่รักแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ที่รัก สิ่งหนึ่งที่เป็นที่ยึดเหนี่ยวของผมในช่วงนี้คือ เรื่องฟุตบอล ไม่ว่าจะเป็นการเล่น (เตะ)ฟุตบอล การดูการแข่งขันฟุตบอล การเล่นเกมส์ฟุตบอล (Wining, Football Manager, Champions manager) การอ่านหนังสือฟุตบอล (หนังสือพิมพ์สตาร์ซ๊อคเกอร์รายวัน) แม้กระทั่งการลุ้นการแข่งขันผลการแข่งขันฟุตบอล หึ หึ 555 (หัวเราะพอประมาณ) ต้องยอมรับว่าในแต่ละวันตนเองจะต้องเกี่ยวข้องกับเรื่องของฟุตบอลเสียเป็นส่วนใหญ่ เพราะอย่างน้อย ๆ วันหนึ่ง ผมต้องเสพข้อมูลข่าวสารเรื่องของฟุตบอล ไม่ว่าจะเป็นทางเว็บไซต์ ทางหนังสือพิมพ์ หรือข่าวกีฬาทางโทรทัศน์ จะว่าไปจุดเริ่มต้นของการชอบเรื่องฟุตบอลมันมาตั้งแต่เมื่อไหร่ เมื่อต้องกลับมาถามตนเองแล้ว ก็ต้องหยุด เพื่อคิดย้อนกลับไปเหมือนกันว่ามันเริ่มจากตรงไหน เมื่อลองๆ นั่งคิดไปพร้อมกับการพิมพ์ข้อความพวกนี้ไปด้วยแล้ว มันก็ประหลาดไม่น้อยที่ตนเองชอบฟุตบอลไปมากถึงขนาดนี้ เพราะผมเกือบจะเอาดีทางเล่นฟุตบอลไม่ได้ตั้งแต่สมัยประถมแล้ว เรื่องราวมันเป็นแบบนี้ จะเล่าให้ฟังครับ สมัยที่ผมเรียนชั้นประถมศึกษานั้น ในความรู้สึกที่ว่าคนที่เล่นฟุตบอลเก่ง เด็ก ๆ อย่างพวกเราจะมองไปที่คนที่เตะบอลได้โด่งๆ สูง ๆ และไปได้ไกล ๆ มีเพื่อนผมและพี่ ๆ เขาก็ทำได้อย่างงั้น แต่ตัวผมเองนี่ซิครับ เตะฟุตบอล ยังไง ๆ มันก็เรียดไปกับพื้นอยู่นั่นแหล่ะ จนมีความรู้สึกว่าตนเองเตะบอลไม่เป็น เล่นฟุตบอลไม่เก่ง แต่ยังไงก็ตาม เมื่อเพื่อน ๆ พี่ ๆ เล่น ไอ้เราก็เข้าร่วมเล่นกับเขาเสมอ เป็นโกลบ้าง ผู้รักษาประตูบ้าง (ก็อันเดียวกันนั่นแหล่ะ) เคยมีอยู่ช่วงหนึ่งเหมือนกันคิดว่าตนเองเล่นฟุตบอลไม่เก่งก็พาลไม่เล่น ไม่เตะฟุตบอลไปเฉย ๆ หันไปเล่นวอลเลย์บอลแทน ไม่แวะมาแตะฟุตบอลจำได้เป็นปีๆ เลยทีเดียว คงเป็นเพราะว่าตนเองคงเอาดีทางด้านวอลเลย์บอล ได้ดีกว่า ฟุตบอล เพราะตอนนั้นแค่ ป.4 ผมก็สามารถเสริฟ วอลเลย์บอลด้วยการตบข้ามเน็ตได้แล้ว ผมเป็นนักกีฬาโรงเรียน (เรียนบ้านนอก) ตั้งแต่ป.4 เชียวนะครับ ส่วนฟุตบอลที่ผมชอบนี่ซิ ดันรู้สึกว่าก็พอเล่นเป็น แต่ดันไม่เก่งมันก็เลยเฉยๆ กับกีฬาประเภท ทั้ง ๆ ที่ตนเองก็ชอบมันเหลือเกิน สมัยที่ผมขึ้น ป.6 ปกติแล้วนักกีฬาฟุตบอลของโรงเรียนจะเป็นป.6 เสียส่วนใหญ่ แต่พอรุ่นผมอาจารย์ดันให้เด็ก ป.5 เป็นทีมหลัก ส่วนทีมรองเป็น ป.6 เหมือนดูถูกพวกเราซะงั้น แต่ก็คงว่าอาขารย์ไม่ได้เพราะ ฝีมือพวกเรามันก็ใช่จะเก่งกาจกว่าเด็ก ป.5 มากมายนัก เอ้อ! เกือบจะลืมเล่าเรื่องหนึ่ง ผมมีโอกาสนักฟุตบอลโรงเรียนด้วยนะครับ สมัยที่อยู่ป. 6 ตำแหน่งผู้รักษาประตู คือว่า มีการแข่งขันที่เด็กโรงเรียนหมู่บ้านข้าง ๆ มาอุ่นแข้ง กับโรงเรียนเรา ด้วยที่อยู่ ป.6 และที่ผมเป็นนักกีฬาวอเลย์บอล ที่อาจารย์มองดูแล้วท่าจะใช้มือเก่ง เอาไว้เชพ ไว้จับฟุตบอลหน้าปากประตูว่างั้นเหอะ ก็เลยให้เล่นเป็นผู้รักษาประตู ปรากฎว่า การแข่งขันครั้งนั้นสร้างจุดด่างพล้อยในชีวิตค้าแข้งของผมเลยก็ว่าได้ เพราะอะไรเหรอ นอกจากที่เราจะแพ้อย่างขาดลอย ผมจำสอร์ไม่ได้ว่าเท่าไร แต่ด้วยที่ผมเป็นประตูผมจำได้แต่ว่า มันผ่านตนเองไปเยอะอยู่เหมือนกัน มีลูกหนึ่งที่ตอนนี้ก็ยังจำได้ติดตา คือเขายิงมาตรง อภิรัก ก้มไปจะรับ แต่แล้วลูกฟุตบอลขนาดมาตรฐานเบอร์ 5 มันก็ผ่านมือและลอดก้นเข้าไป ถ้าจำไม่ผิดประตูนั้นเป็นประตูที่ 3 ที่ผมเสียในวันนั้น ผมตามไปเก็บลูกบอลมาแบบอาย ๆ จากนั้นผมก็จำอะไรไม่ได้ สมัยประถมผมจำไม่ได้ว่า ผมเล่นตำแหน่งไหน กองหลัง กลองกลาง ปีก กองหน้า หรืออะไรผมก็จำไม่ได้ จำได้แต่ว่า ก็เด็กบอลมันไปตกที่ไหน คนก็ไปตะลุมบอล(บอน) กันอยู่ที่นั่น แต่จะว่าไปก็จริง ๆ จุดเปลี่ยนของผมมันมาเริ่มที่ ผมขึ้นมัธยมนี่เอง สมัยที่เริ่มเรียน ม.1 เพื่อนใหม่ ๆ ที่ผมรู้จัก ห้องผมเองชอบเล่นฟุตบอลมาก เป็นฟุตบอลพลาสติก หรือลูกบอลน้อย จนอาจจะเรียกได้ว่า เป็นปัจจัยหนึ่งทำให้พวกเราไปโรงเรียน และต้องไปแต่เช้า ๆ เพื่อจองสนามแล้วก็เล่นกันก่อนเคารพธงชาติ ทุกวัน ๆ ที่นั่นเอง ผมได้พัฒนาฝีเท้า เพราะเราได้มีโอกาสเตะทุกวัน ๆ แต่ก็เถอะ ถึงแม้บางคนที่เตะฟุตบอลทุกวันก็ใช่จะเล่นเก่งทุกคน ก็ต้องยอมรับข้อนี้ด้วยเช่นกัน อีกอย่างหนึ่งที่ทำให้ผมรักฟุตบอลและคลั่งฟุตบอลมากจนถึงทุกวันนี้ก็ คงเป็นเพราะ ทีม แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ทีมฟุตบอลอังกฤษที่ผมเชียร์ ผมเริ่มเชียร์เพราะหมั่นไส้แฟนบอลลิเวอร์พูล เพราะเพื่อนในห้อง ๆ เป็นหงส์แดงหมดมั้ง ก็เลยเลือกเชียร์แมนฯยูฯ ทั้งๆ ที่ไม่รู้ประวัติ ไม่รู้จักนักเตะ ไม่รู้ว่าเขาเตะกันยังไง แต่ก่อนเราคิดว่า มีแต่เฉพาะฟุตบอลทีมชาติที่เตะแข่งขัน กัน มารู้ว่ามีแข่งแบบลีก ก็ตอน ม.1 เข้าไปนั่น ลองทบทวนก่อน หากจำไม่ผิด วันนั้นเป็นวันที่ 8 หรือ 11 เดือน พฤศจิกายน ปี 2538 (ยังไม่แน่ใจ เดี๋ยวต้องลองเช็คอีกที) วันนั้น ทีมแมนฯยูฯ เตะกับ ลิเวอร์พูล เพื่อนก็คุยกันว่าจะดู ๆ เราก็ยังไม่รู้ว่าจะดูไหมเพราะตอนนั้นรู้สึกเฉย ๆ และมันก็ถ่ายทอดซะดึก ไม่รู้ว่าตอนนั้นเป็นเทปทางช่อง 7 หรือเปล่า ประมาณ เที่ยงคืนนี่ล่ะมั้ง บังเอิญว่าพ่อแม่ไม่อยู่บ้าน ไปงานศพ ก็เลยได้ดูกับพี่ชาย ตอนนั้นก็เชียร์หมดใครยิงเข้าก็เชียร์หมด ผลจบเสมอ 2-2 ผมเกรงว่าจะคุยกับเพื่อนไม่รู้เรื่อง ก็เลยจดชื่อคนทำประตูไว้ วันนั้น นิ๊กกี้ บัตต์ , เอริค คันโตน่า และร็อบบี้ ฟาวเลอร์ (2 ประตู) เรายังจำได้ ไปคุยกะเพื่อน ตอนเช้า ๆ เพื่อนก็เชียร์จัง ลิเวอร์พลู ผมก็เลย หมั่นไส้ ประกาศเลยว่า ตนเองเชียร์ แมนฯยูไนเต็ด และชอบคันโตน่า ทั้ง ๆ ที่ตอนที่ดู โคตรจะหมั่นไส้ไอ้นี่มาก ๆ เลย มารู้ทีหลังว่าไอ้หมอนี่เพิ่งพ้นแบนกลับ หลังจากกระโดดถีบ แฟนบอลปากหมาที่ด่าแม่ หลังจากตนเองโดนไล่และกำลังเดินออกจากสนาม สุดท้ายคันโตน่า ก็ดันเป็นนักเตะเบอร์หนึ่งในใจของผม ที่ผมชื่นชอบมากที่สุด และนั่นเองก็คือเหตุผลที่ผมชอบฟุตบอล พยายามฝึกเตะ ติดตามข่าวสาร จนติดนิสัย จากวันนั้นถึงวันนี้ 12 ปี จะว่านานก็นาน จะว่าแวบเดียวก็ใช่ ผมมีสิ่งที่ยึดเหนี่ยวเวลาที่อ่อนล้า คือ ฟุตบอลจริงๆ เพราะเพราะพูดเรื่องนี้ ผมดันมีความสุขจัง มีความสุขจริง ๆ ถ้าไม่งั้นผมคงไม่พิมพ์มาถึงบรรทัดนั้น อยากเล่าลงรายละเอียดจริงๆ แต่เวลามีแค่นี้ เอาแค่นี้ก่อน รายละเอียดมันย่อย มาก ๆ เดี๋ยวมีอารมณ์จะเล่าต่อ.. 4月9日 ขอความร่วมมือเรียน เพื่อนๆ ที่รัก และคนผ่านไปผ่านมา เรื่อง 14 เมษายน อย่าลืมเชียร์ MANCHESTER UNITED เพื่อเฉลิมฉลองวันคล้ายวันเกิด เนื่องจากวันที่ 14 เมษายน 2550 จะมีการแข่งขันกีฬาฟุตบอล เอฟ เอ คัพ รอบรองชนะเลิศ ระหว่างทีม แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด กับ วัตฟอร์ด ประจวบเหมาะกับเป็นวันคล้ายวันเกิดของนายอภิรัก ผิวบาง ซึ่งจะครบรอบ 25 ปีบริบูรณ์ เพื่อให้ผลการแข่งขัน บันดาลให้เกิดความสุข และความพึงพอใจ และเป็นการเฉลิมฉลองให้กับนายอภิรัก ดังนั้นจึงใคร ขอความร่วมมือให้ทุกท่านร่วมเชียร์ให้ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด มีชัยชนะเหนือวัตฟอร์ดให้จงได้ จึงเรียนมาเพื่อโปรดอนุเคราะห์ อภิรัก ผิวบาง
4月3日 วันเกิดปีนี้ขอ…วันเกิดปีนี้ขอ… “ตั้งแต่ตนเองเกิดมาไม่มีเลย ไม่มีครั้งไหนที่ตนเองจะมีอายุมากกว่านี้มาก่อน” จะว่าไปคนเรานั้นชีวิตมันก็สั้นและวันเวลามันก็ผ่านไปอย่างรวดเร็วเหลือเกิน รวดเร็วจนกระทั่งเมื่อเรามองกลับย้อนไปเมื่อวันวานในอดีต มันมีหลายสิ่งหลายอย่างเราได้ทำผิดพลาดลงไป และ มีบางสิ่งที่เราละเลย ไม่ได้ทำมัน และเมื่อคิดถึงมันแล้วก็อดที่จะเสียดายไม่ได้ แต่ก็ต้องยอมรับว่านี่ละคือโลกแห่งความเป็นจริง โลกปัจจุบัน ที่ต้องเผชิญต่อไป 14 เมษายน 2550 ครั้งนี้มีความหมายไม่ใช่น้อยสำหรับตัวผมเอง มันไม่ได้มีความหมายแค่เป็นช่วงสงกรานต์ หรือเป็นวันครอบครัว เท่านั้น แต่มันหมายถึง วันคล้ายวันเกิดของตนเอง ตามที่จริงตนเองก็ไม่ได้สนใจเท่าไรนักหรอก สำหรับวันคล้ายวันเกิดของตนเอง เพราะทุกปีผ่านมานั้นมันก็ไม่ใช่วันพิเศษใด ๆ ที่เราจะสนใจ แต่ในครั้งนี้ ตนเองตื่นเต้นไม่น้อย สำหรับวันคล้ายวันเกิดครบรอบ 25 ปี หรือเข้าเบญจเพสพอดี ช่วงการเข้าย่างวัยเบญจเพสนั้น ตนเองยอมรับว่าเกิดลางสังหรณ์ แต่ก็เป็นเพียงการสังหรณ์ที่ตนเองก็ไม่ค่อยใส่ใจนัก แต่ก็ไม่รู้เหมือนกันอาจจะเป็นเพราะคิดมากไปเองหรือเปล่า ช่วงนี้เกิดอาการกลัวตายขึ้น กลัวว่าตนเองจะอยู่ไม่ครบ 25 ปี ยังไงไม่รู้ เกิดกลัวตายขึ้นมาซะงั้น 555 เวลาที่ขับรถไปไหนมาไหนตอนนี้ เวลามีโค้ง มีแยก มักคิดเสมอว่าตนเองจะโดนรถชน มีรถสวน เกิดมโนภาพ เห็นตนเองกระเด็นกระดอน จะพลิกหลบจังหวะไหน จะเก็บคองอเข่ายังไงให้เจ็บน้อยที่สุด คิดไปขนาดนั้น แต่มันก็ดีอย่างหนึ่งคือ ทำให้เราไม่ประมาท เราจะระมัดระวังตนเองเสมอ มองซ้ายแลขวา และขับรถอย่างสุขุมนุ่มลึกไปด้วยความเร็วระดับปานกลาง ไม่ช้ามากให้เขาด่า หรือเร็วมากให้เขาแช่ง เพราะกลัวตายตามคำแช่ง หึ หึ ตอนนี้ได้แต่หวัง หวังว่าจะผ่านวันที่ 14 เมษายน ไปได้ด้วยดี ช่วงวันคล้ายวันเกิดช่วงนี้จึงได้แต่ต้องขอพร ให้ตนเอง มีแต่ความสุข ความเจริญ ไม่มีทุกข์ มีแต่สุข สุขภาพร่างกายแข็งแรง สมหวังทุกประการด้วยก็แล้วกัน อวยพรให้ตนเองดีกว่า Happy ๆๆ 4月2日 ได้เวลาอัพเดตอีกครั้ง
ในความเป็นจริงแล้ว ผมมีโอกาสอัพเดต Space ของตนเองตั้งหลายข้อความ เรื่องราวต่างๆ นานา ที่ถูกบรรจงเขียน (พิมพ์) และไม่บรรจงเขียนแต่ไม่มีได้อัพเดตลงไป เพราะเมื่อถึงเวลาที่จะอัพขึ้นจริง ตนเองก็ไม่กล้าประกาศให้ ใครได้รับทราบ แต่มันก็ดีอย่างหนึ่ง เพราะถือว่าตนเองได้ระบายความรู้สึกนึกคิดไปแล้ว มันคงเหมือนการบรรเทาอาการกระมัง ในเวลาที่เราไม่สบายใจ เรามักหาที่ระบาย แต่บ่อยครั้ง มันก็เหมือนเป็นคนเก็บๆ อยู่เหมือนกัน จำได้ดีสมัยที่เราเรียนมัธยม ไม่ว่าสมัยตอนต้น หรือตอนปลาย เรามักจะระบาย หรือที่เรียกว่าบ่น ๆ ให้เพื่อนได้รับฟังอยู่เสมอ โดยเฉพาะสมัยมัธยมตอนปลาย มีอยู่หลายครั้งหลายครา ที่เวลาเรากับเพื่อนที่นอนพักด้วยกันที่บ้านบอยด์ เราจะเล่าเรื่องต่างๆ นานา ให้เพื่อนฟัง เวลาที่พวกเรานอน นอนคุยก่อน เราจะคุยจนกระทั่งเพื่อน ๆ หลับไปเลย และบ่อยครั้ง ที่เพื่อนหลับไปทั้งหมด เราก็ยังพล่ามไปเรื่อย ๆ ...และเรื่อย ๆ ...จนเราเริ่มง่วงและต้องหลับไปเองเหมือนกัน สมัยเรียนปริญญาตรีเหมือนกัน เราก็ยังมักบ่น ระบายให้เพื่อนได้รับฟังเหมือนเดิม เรื่องต่างๆ นานา อาจจะเรียกว่าการเปิดใจ แต่เป็นการเปิดใจของเราฝ่ายเดียวเท่านั้น เพื่อนมีโอกาสได้แค่รับฟัง และบอกว่า “เอ้อ! มึงพูดไปเหอะ” ไอ้เราก็ชอบนะ เพราะเราไม่หวังให้เขาคิดช่วย หรือปลอบใจเท่าไร หรอก เราต้องการแค่ เขานั่งฟัง นอนฟัง เราก็พอ ขอฟังแค่อย่าบอก “เลิกพูดได้ไหม” “พอเหอะ ขี้เกียจฟัง” เราโชคดีไม่น้อยที่ไม่ค่อยมีเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้น อาจจะมีบ้างแต่ก็เป็นการแซว ๆ เท่านั้น แต่ไม่มีแบบว่าไม่รับฟังเลยสักครั้ง ตอนนี้เรารู้สึกมีปัญหาแล้ว ปัญหาที่ว่าคือ ขาดคนที่รับฟัง เพราะคนที่สามารถรับฟังได้ไม่ได้อยู่ มันหายไปหมด มันก็เป็นปัญหา มันสะสมยังไงก็ไม่รู้ รูปแบบการระบายเหมือนแต่ก่อนมันไม่แล้ว มันเปลี่ยนไป เปลี่ยนไปคุยผ่าน MSN และทางโทรศัพท์หรือแม้กระทั่งการบ่นใน Spaceแทน แต่มันก็ลำบาก มันไม่ค่อยได้อารมณ์เท่าไรนัก และที่แน่ ๆ คือมันไม่สามารถพูดได้ถึงแก่น มันค้างๆ คา ๆ ภายในใจ ตอนนี้เลยเริ่มคิดถึงตนเอง เริ่มมองหาคนที่เราสามารถฝากความรู้สึกได้ ปรึกษาได้ แต่มันก็ยากเกินทน ตอนนี้เริ่มรู้สึกสับสน มันรู้สึก งง กับชีวิตช่วงนี้ และคงเป็นปัญหาเพราะอาจจะไม่ค่อยมีที่ระบายก็ได้มั้ง มันก็เลย เคว้งว้าง บ้างในบางโอกาสและบางเวลา ก็ได้แต่ฝากกับเพื่อนที่แวะเวียนอ่าน Space นี้ ช่วยเป็นกำลังใจให้ผ่านวิกฤติครั้งนี้ไปด้วยดีด้วย ช่วยบอกหน่อยว่า “น้อยสู้ ๆ นะ” “อย่าท้อนะโว้ยยย” 3月23日 ศึกวันนรกแตก(ในฝัน)ศึกวันนรกแตก(ในฝัน) ฝรั่งยกให้ศึกนรกโค่นพันธ์ผี-ปืน ในนามเอฟเอ คัพ นัดชิงชนะเลิศระหว่าง แมนฯ ยูไนเต็ด กับ อาร์เซน่อล ที่มิลเลนเนียม สเตเดี้ยม ในวันนี้ว่าเป็น “ดรีม ไฟนัล” หรือแมตช์แห่งฝัน เนื่องเพราะเป็นเรื่องยากกว่าการบังคับให้ตะกวดยักคิ้วเสียอีก ที่ทั้งสองทีมระดับเจ้าพ่อบอลถ้วยจะโคจรมาดวลแข้งกันเองอย่างสนจั่นปฐพีเช่นนี้ ไม่เพียงแค่ทั้งสองทีมจะเป็นคู่แค้นคู่อาฆาตระดับโคตรปรปักษ์ เกมนี้น่าจะแอบแฝงด้วยความเดือดดาลมากกว่านัดชิงชนะเลิศธรรมดาทั่วไปที่ทีถ้วยสีเงินราวศักดิสิทธิ์เป็นเดิมพันเพราะความพ่ายแพ้ย่อมหมายถึงความล้มเหลวระดับเสียหมา ในเมื่อมันอุดมไปด้วยความหมายขนาดนั้น ก็อดคิดล่วงหน้าไม่ได้ว่าอะไรจะเกิดขึ้นที่คาดิฟฟ์วันศึกนรกแตกแห่งฤดูกาล ...ว่าแล้วก็ขอตัวเป็นพระครูวิจิตร ธรรมโชติ ทำนายเหตุการณ์ระทึกขวัญที่กำลังจะอุบัติขึ้นในอีกไม่กี่อึดใจข้างหน้า หมายเหตุ : นี้เป็นพียงแค่เรื่องแต่งขึ้นเพื่อความบันเทิงเท่านั้น กรุณาอย่าคิดมาก
สภาพความพร้อม หลุยส์ ซาฮา สารภาพก่อนแข่งว่าเขาฟิตเต็มร้อยและกระสันอยากลงเล่นเป็นยิ่งนัก แต่โชคดีไม่ดีที่เขาได้รับบาดเจ็บกระดูกไหปลาร้าพักในระหว่างการฝึกซ้อม ซึ่งไม่อนุญาตลงสนามจนกว่าจะถึงเกมที่ทีมชาติจะมีแมตช์อีกครั้ง นักเตะนายแบบกางเกงใน เฟร็ดดี้ ลุงเบิร์ก ภูมิใจประกาศว่าเขาจะชวนคู่รักของตัวเองไปเป็นกำลังใจที่ มิลเลนนียม สเตเดี้ยม ด้วย ต่อเมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า “เธอชื่ออะไร” เสียงโทรศัพท์มือถือของเฟร็ดดี้ ก็ดังขึ้นพอดี...”อาโหย๋ เดวิดเหรอ คิดถึงจังเยย ตัวเองวางก่อนดิ ตัวนั่นแหละวางก่อน ตัววางก่อนดิ ดิ ดิ แหม...ห้าวันเองขำขำ” ในระหว่างนั้นเอง ผู้สื่อข่าวก็พากันอ้วกแตกแบบถ้วนหน้าพลางสบถในใจ “เก็บตูดไว้ขมิบของเหลวเถอะอีตุ๊ด” เฟอร์กี้ แถลงการณ์ยืยยันว่าเขาจะวางระบบการเล่น 4-5-1 ซึ่งทางเอฟเอก็ได้แถลงการณ์ตามาโดยพลันว่าพวกเขาจะไม่จ่ายเงินคืนให้แฟนผีที่หลงผิดซื้อตั๋วมาชมเกมนี้อย่างแน่นอน อย่างไรก็ตาม แม้เฟอร์กี้จะยอมรับว่านี้เป็นระบบการเล่นที่ห่วยแตกและน่าเบื่อที่สุดในประวัติศาสตร์สโมสร แต่กลับเชื่อว่าจะเป็นระบบการเล่นที่พวกปืนโตคาดไม่ถึง แถมเป็นกลยุทธ์ที่ช่วยให้ แมน ฯ ยูไนเต็ด ครองบอลเหนือคู่แข่ง อาร์แซน เวนเกอร์ บอกกับผู้สื่อข่าวว่า “ผมจะประหลาดใจมาก ถ้าเฟอร์กี้วางระบบการเล่นอื่นให้ลูกทีม” เฟอร์กี้แจ้งให้ ฟิล เนวิลล์ รับทราบว่าเขาจะได้ลงเล่นเป็นจัวจริงในนัดนี้ “พวกมันคือ อาร์เซน่อล ฟิล...ดังนั้น ผมต้องการให้คุณเลียนแบบสไตล์ฮาร์ดแมนของ ไบรอัน ร็อบสัน เพื่อทำลายเกมแดนกลางของคู่แข่งให้ยับเยิน และผมมั่นใจว่าคุณจะไม่ทำให้ผิดหวังนะ?” ทางด้านน้องฟิลเหมือนจะไม่ค่อยพอใจนัก ก่อนสะกิดเตือนเจ้านายของตัวเองว่า “ขอทาครับเจ้านายฤดูกาลนี้มึงเพิ่งส่งผมเป็นตัวจริงเพียงเกมเดียวเท่านั้นเองนะครับเจ้านาย...ฮ่วย” ในชคืนก่อนวันชิงชนะเลิศ มีปาปาราซซี่ตัวหนึ่งแอบถ่ายรูปริโอ เฟอร์ดินานด์ กำลังนั่งซ้อนท้ายมอเตอร์ไซค์ของปีเตอร์ เคนยอนออกมาจากโรงแรม เชลชี วิลเลจ และรูปนี้ปรากฏหราอยู่ทางหน้าหนังสือพิมพ์ในวันรุ่งขึ้น แต่เขายืนยันหนักแน่นว่า ..”มันเป็นเรื่องบังเอิญ”
ในอุโมงค์/วอร์ม อัพ ขณะที่ผู้เล่นอาร์เซน่อลกำลังตั้งแถวในอุโมงค์ ปาทริค วิเอร่า พยายามข่มขู่เด็กตัวนำโชคของทางปิศาจแดง ซึ่งเป็นผู้พิการทางสมอง อายุเพียงแค่ 11 ขวบ เท่านั้น “เฮ้ย...ไอ้หนูเองซ่าส์มากใช่มั้ยวะ...เดี๋ยวมึงเจอกูแน่” แต่ทันใดนั้นเขากลับถูกเด็กพิการกระโดดตบบ้องหูอย่างจังจนต้องวิ่งหางจุกตูดออกมาพลางตะโกนร้องขอความช่วยเหลือว่า...”ช่วยด้วย ผมถูกรังแก” แอชลี่ย์ โคล สวมชุดเชลชีลงสนามพร้อมยืนยันว่าเขาจะสวมชุดนี้เล่นตลอดเกมการแข่งขัน เมื่อผู้เล่นปิศาจแดงกำลังถ่ายรูปหมู่ก่อนแข่ง ริโอ เฟอร์ดินานด์ เหลือบไปเห็นช่างภาพคนหนึ่ง ก่อนชี้นิ้วไปข้างหน้าและตะโกนบอกเพื่อนร่วมทีมของตัวเองว่า “ไอ้หมอนั่นแหละ...กระทืบแม่มเลยพวก” เพียงแค่การวอร์ม อัพ มิสเตอร์ ร็อบ สไตล์ ผู้ตัดสินเกมนี้ก็เปาจุดโทษให้อาร์เซน่อล! ด้วยข้อหาที่ โทนี่ โคตัน โค้ชผู้รักษาประตูของแมน ฯ ยูไนเต็ด ทำแฮนด์บอลในเขตโทษ นอกจากนี้เขายังให้ใบเหลือง คริสเตียโน่ โรนัลโด้ ข้อหาเตะบอลทิ้งอีกต่างหาก อาร์เซน่อลสังหารจุดโทษไม่พลาดขึ้นนำ 1-0 ก่อนที่ผู้ตัดสินจะเรียกกัปตันทีมของทั้งสองทีมเพื่อเสี่ยงทายเหรียญเลือกแดน
เสี่ยงทายเหรียญ รอยคีน อาศัยช่วงที่ผู้ตัดสินเผลอปาเหรียญใส่กบาลของ ปาทริค วิเอร่า จนถลอกพลางยักคิ้วยั่วยวน...”เอ็งเป็นคนเซเนกัลนี่หว่าปั๊ต ถ้าปากเองบอกว่ารักชาติจริงทำไมไม่เล่นให้ทีมบ้านเกิดของตัวเองวะ...ถุยส์ส์ส์ส์?” วิเอร่า ตอบกลับทันใด “แต่กูก็ไม่เคยถอนตัวจากทีมชาติก่อนทัวร์นาเมนต์เหมือนเองโว้ย” “อ้าย...ฟาย นี่มึงไม่เคยอานหนังสือพิมพ์เลยเหรอไงว่าตอนนั้นกูทะเลาะกับโค้ช” คีโน่โซโล่กลับอีกดอก ปั๊ตจึงรำพันเบา ๆ ว่า “ต่อยกับพ่อกูป่าว?”
ครึ่งแรก เริ่มเกมเพียง 5 วินาทีเท่านั้นอาร์เซน่อลได้ฟรีคิก เมื่อ อันโต เรเยส ถูก ฟิล เนวิลล์ เสียบร่วงลงไปกองกับพื้น อีก 5 วินาทีต่อมาอาร์เซน่อลก็ได้ฟรีคิกอีกครั้ง เมื่อ อันโต เรเยส ถูก แกรี่ เนวิลล์ เสียบร่วงลงไปชัดดิ้นชักงอกับพื้น อีก 3 วินาที่ถัดมาอาร์เซน่อลก็ได้ฟรีคิกอีกแล้ว เมื่อ อันโต เรเยส ถูกสองพี่น้องทั้ง แกรี่ และฟิล เนวิลล์ เสียบพร้อมกันสี่ขาไปนอนครวญครางอยู่กับพื้นสนามลุกไม่ขึ้นจนจบครึ่งแรกได้แต่โอดครวญในใจว่าฤดูกาลหน้าเขาจะย้ายไปอยู่กับ รีล มาดริด อีก 1 วินาทีต่อมา แอชลี่ย์ โคล ก็กระโดดพุ่งหลาวลงไปกระแทรกพื้นดื้อ ๆ ขณะที่ โซล แคมป์เบลล์ ทำเป็นไม่รู้ไม่เห็น ถัดมาอีก 15 วินาที เวย์น รูนนี่ย์ ก็กระโดดพุ่งหลาวลงไปกระแทรกพื้นดื้อ ๆ บ้าง ๆ คราวนี้ โซล แคมป์เบลล์ ปราดเข้ามาตาดไอ้หมูบินว่า ...”ไอ้ขี้โกง” แมนฯ ยูไนเต็ด น่าจะตีเสมอได้จากจังหวะที่รุด ฟาน นิสเตลรอย หลุดเข้าไปชิพข้ามหัวนายทวารปืนโต แต่ขณะที่ลูกค่อย ๆ กลิ้งหลุน ๆ กำลังจะข้ามเส้นประตู ไรอัน กิ๊กส์ ต้องการ “เมค ชัวร์” ด้วยการสไลด์ตัวพุ่งเข้าชาร์จลูกในระยะเผาขนให้เด็ดขาดไปเลยโชคไม่ดีที่เขายิงออกข้างสนาม กลายเป็นลูกทุ่มของอาร์เชน่อล! อาร์เชน่อลอออกขึ้นนำเป็น 2-0 จากการทำเข้าประตูตัวเองของ เวส บราวน์ – รอย คีน ฉุนขาดปรี่เข้าไปตะคอกน้องน้ำตาลว่า “นี่มึงอีกแล้วเหรอ” แต่ปราการหลังผู้เป็นบุตรแห่งความหายนะแก้ตัวว่าเขาสับสน เพราะอาร์เชน่อลดันใส่ชุดสีแดงในเกมนี้ ในขณะที่แมนฯ ยูไนเต็ด กำลังปั่นป่วนจากการเสียประตู ภาพจากกล้องทีวีจับได้ว่า ริโอ เฟอร์ดินานด์ แอบขึ้นไปบน “รอยัล บ็อกซ์” และใช้มือกระชากยกทรงของนางคมมิลล่า ประธานในพิธีจนหลุน ก่อนยอมรับภายหลังว่าไม่เห็นด้วยกับการอภิเษกสมรสครั้ง ปิศาจแดงเกือบจะตีไข่แตกได้สำเร็จจารการกระชากลากเลื้อยและสับ ๆๆๆๆ เป็นระยะทาง 40 หลา โดยไม่คิดส่งให้ใครของโรนัลโด้ แต่ขณะที่นู๋โด้กำลังเลี้ยงหลบผู้รักษาประตู เขาก็ถูก ไรอัน กิ๊กส์ วิ่งมาชนจนเสียหลักไปทั้งคู่ แมน ฯ ยูไนเต็ด เลยอดได้ประตูซะอย่างงั้น ในจังหวะที่อาร์เชน่อลได้ลูกทุ่ม แอชลี่ย์ โคล ใช้เวลาถึง 10 นาทีกว่าจะทุ่มลูก เนื่องเพราะมัวคุยกับบุรุษลึกลับหัวล้านใส่แวนดำคนหนึ่งที่ข้างสนาม ทีมปืนโตนำห่าง 3-0 จากลูกยิงผิดทิศทางของเฟร็ดดี้ ลุงเบิร์ก แต่มิกกาแอล วิลแวสต์ กลับทิ้งตัวโหม่งตอร์ปิโดบกเข้าไปตุงตาข่าย จบครึ่งแรกแมน ฯ ยูไนเต็ด เป็นฝ่ายไล่ตามถึงสามประตู
ช่วงพักครึ่ง คาร์ลอส เคยรอช ยืนยันว่าจะใช้ระบบแพนด้าธิปไตยในสูตร 4-5-1 ของเฟอร์กี้ต่อไปในครึ่งหลัง โดยไม่มีการเปลี่ยนแปลงใด ๆ ทั้งสิ้น แถม เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ยังอุตส่าห์คอมเฟิร์มว่า เคยรอช เป็นเจ้าแห่งแท็กติกพร้อมกำชับลูกทีมให้เล่นระบบเดิมต่อไปในครึ่งหลัง ผู้เล่นปิศาจแดงเดินหน้ามุ่ยออกมาจากห้องแต่งตัว ก่อนสบถถึงแผนการของผู้ช่วยจัดการทีมเป็นภาษาอังกฤษว่า... “Fuck Me!”
ครึ่งหลัง ไรอัน กิ๊กส์ มีโอกาสยิงประตูโล่ง ๆ แต่หัวแม่โป้งของเขากลับขุดดินเสียก่อนในจังหวะสับไก ลูกเลยเหินข้ามคานอย่างน่าเกลียดสุด ๆ กระนั้นก็ดี ผู้ตัดสินเป่าเป็นจุดโทษให้ แมน ฯ ยูไนเต็ด ดื้อ ๆ ทั้งที่ไม่มีการทำฟาวล์ในเขตโทษ ส่งผลให้ผู้เล่นปืนโตวิ่งเข้ามารุมล้อมพลางผลักอกและตบหัว รุด ฟาน นิสเตลรอย ผู้รับบทเพชฌฆาต ดูเหมือนว่า ฟาน นิสเตลรอย ตกอยู่ในอาการประสาทแดกส์จนสังหารจุดโทษข้ามคาน และโดยพลันนั้นเอง ผู้เล่นอาร์เชน่อลกรูกันเข้ามาแลบลิ้นปลิ้นตาเย้ยหยัน แต่ผู้ตัดสินกลับแจกใบเหลืองให้พี่ม้า โทษฐานที่แสดงอาการหมดอารมณ์ออกมามากเกินไป ทางด้าน อาร์แซน เวนเกอร์ ให้สัมภาษณ์ถึงความทุเรศของลูกทีมของตนว่า..”ผมมองไม่เห็นเหตุการณ์” เฟอร์กี้ จำเป็นต้องแก้เกมด้วยการถอด ฟาน นิสเตลรอย ออกจากสนาม และส่ง ดาวิด แบลลิยง ลงไปแทน (เนี่ยนะ) พร้อมสั่งสอนว่า “คุณต้องลงไปยิงประตู เมื่อก่อนคุณเคยทำได้ วันนี้คุณต้องทำมันให้ไดอีก จำไว้นะว่าคุณเป็นสุดยอดตัวสรอง” น้องแบลฟังแล้วได้แต่ งง-งง ก่อนคิดในใจว่าเจ้านายคงฟั่นเฟืองไปแล้ว ฟิล เนวิลล์ โดนใบเหลืองด้วยข้อหาเฉียดเข้าใกล้เรเยส แต่เขายืนยันว้าตัวเองเป็นผู้บริสุทธิ์ “ผมแค่เดินเข้าไปใกล้ ๆ แต่มันก็หน้าซีดตัวสั่นและลงไปชักดิ้นชักงอซะงั้น” ยูไนเต็ดกระทุ้งประตูได้สำเร็จจากจังหวะที่พอล สโคล แทงทะลุช่องให้โรนัลโด้หลุดเดียวเข้าไปยิง แต่โชคไม่ดีอีกแล้วที่ ไรอัน กิ๊กส์ วิ่งทะเล่อทะล่าไปชนผู้ตัดสินจนหมดสติเสียก่อน เกมต้องเริ่มต้นใหม่ด้วยการดร็อปบอล ซึ่งกิ๊กส์แย่งลูกได้ โชคไม่ดีที่ลูกคืนหลังของเขาจากระยะ 50 หลา ที่ลอยไปเข้าอกของ รอย คาร์โรลล์ ดันกระฉอกข้ามเส้นประตู แถมตามไปควักออกมาไม่ทันจนกลายเป็นประตูที่ 4 ของไอ้ปืนใหญ่ ทางเลือกในการแก้หมากเตะของเฟอร์กี้เหลือน้อยลงเรื่อย ๆ เมื่อ อลัน สมิธ ดันลืมตัวไปพุ่งเสียบไลน์แมนแบบถอนรากถอนโคนจากข้างหลังในระหว่างที่เขาวอร์มอยู่ข้างสนามส่งผลให้ “สมัดเจอร์” โดนใบแดงไล่ออกจากสนาม เหลืออีก 15 นาที เฟอร์กี้สั่งให้ ริโอ เฟอร์ดินานด์ ขึ้นไปเล่นเป็นศูนย์หน้าทั้งที่ตั้งแต่ย้ายมาสวมเครื่องแบบปิศาจแดงเขายังไม่เคยยิงได้สักประตูเดียว ผู้ตัดสินที่ 4 ยกป้ายทดเวลาบาดเจ็บออกไปเพียงแค่นาทีเดียวเท่านั้นทั้งที่ในระหว่างครึ่งหลังมีการหยุดเกมไปนานถึง 15 นาที เพื่อปฐมพยาบาล ฟาน นิสเตลรอย ที่โดนนักเตะอาร์เชน่อล ตบกบาลจนได้รับความกระทบกระเทือนทางสมอง โชคดีที่เวย์น รูนี่ย์ ยิงคนเดียวถึง 5 ประตูในช่วงทดเวลาบาดเจ็บหนึ่งนาที ช่วยให้ แมน ฯ ยูไนเต็ด พลิกสถานการณ์กลับมาเป็นผู้ชนะด้วยสกอร์ 5-4
พิธีรับถ้วยรางวัล เรเยส ถูก ฟิล เนวิลล์ ตามมาเสียบคว่ำอีกครั้งในขณะที่ขึ้นไปรับเหรียญรองชนะเลิศ ริโอ เฟอร์ดินานด์ แลกเสื้อกับ แอชลี่ย์ โคล และขึ้นไปรับเหรียญรางวัลชนะเลิศในชุดของเชลชี นางคามิลล่า ประธานในพิธีผู้มอบถ้วยรางวัลชนะเลิศถูกราดหน้าด้วยซุบร้อน ๆ และพิซซ่าที่ถูกขว้างมาจากผู้ไม่ประสงค์ออกนาม หนังสือพิมพ์รายงานว่าเป็นฝีมือของผู้เล่นอาร์เชน่อลแต่ อาร์แซน เวนเกอร์ ยังคงยืนยันเหมือนเดิมว่า “ผมมองไม่เห็นเหตุการณ์”
หลังจบเกม เวนเกอร์ ให้สัมภาษณ์ว่า “อาร์เชน่อลยังคงเป็นทีมที่ดีที่สุดบนเกาะอังกฤษ” ต่อคำถามที่ว่าใครเป็นผู้เล่นที่โดดเด่นที่สุดในเกมนี้ เขาตอบว่า “มันตัดสินใจยากว่าจะยกตำแหน่งผู้เล่นยอดเยี่ยมให้ใครระหว่าง ไรอัน กิ๊กส, เวส บราวน์ และมิกกาแอล ซิลแวต์” เฟอร์กี้ถอดชุดสูททรงสมัยของตัวเองออกเปลี่ยนไปใส่เสื้อกันฝนและกางร่มเดินเข้าไปในอุโมงค์ ฟิล เนวิลล์ กลายเป็นผู้ที่ได้รับเลือกเป็น “แมน ออฟ เดอะ แมตช์” อีกครั้ง ก่อนแสดงความปราบปลื้ม “ผมแทบจะรอไม่ไหวแล้วครับที่จะลงสนามพบกับอาร์เชน่อลอีกครั้งในฤดูกาล หน้าโน้น” การเซ็นสัญญากับ รีล มาดริด ของเรเยสล้มเหลวเมื่อเขาไม่ผ่านการตรวจร่างกาย แพทย์ประจำทีมราชันชุดขาวแถลงถึงเร่องนี้เราคงไม่โง่ที่เซ็นสัญญานักเตะขาเป๋มาร่วมทีมก่อนแจ้งผลการตรวจเช็กร่างกายต่อมาว่าเขาอาจจะสีไวโอลินไม่ได้ตลอดชีวิต ส่วน ฟลอเรนติโน่ เปเรซ ประกาศว่ามาดริดอาจจะเปลี่ยนเป้าหมายเป็นการดึงตัว ฟิล เนวิลล์ มาร่วมทีมแทน ด้วยความคิดที่ว่าตัวเองถูกปล้นชัยอาร์เชน่อลจึงยื่นอุทธรณ์ต่อทางเอฟเอ เพื่อขอเปลี่ยนผลการแข่งขัน หลังจากยื่นอุทธณ์ทางสมาคมฟุตบอลอังกฤษก็เห็นด้วย โดยตกลงเปลี่ยนผลการแข่งขันให้อาร์เชน่อลกลายเป็นผู้คว้าแชมป์ เอฟเอ คัพ แถมยังลงโทษแบน ริโอ เฟอร์ดินานด์ อีก 8 เดือน ข้อหากระชากยกทรงของนางคามิลล่าใรระหว่างเกม ปีเตอร์ เคนยอน ประกาศว่าเชลชีไม่มีแผนที่จะซื้อตัวริโอ เฟอร์ดินานด์ ในอีก 8 เดือนข้างหน้า และพร้อมแย่งตัว ฟิล เนวิลล์ กับ รีล มาดริด ใครก็ตามที่อ่านบทความนี้ หากไม่บอกต่อผู้อื่นอีก 50 คน ท่านจะประสบเคราะห์กรรมหรืออาจมีอันเป็นไปต่าง ๆ นานา พระครูวิจิตร ธรรมโชติ (บอบู๋) ที่มา ...บอบู๋. หนังสือพิมพ์สตาร์ซอคเกอร์. กรุงเทพมหานคร : สยามสปอร์ต ซิดิเคท,2548 3月21日 “ความสุขที่เดียวดาย”“ความสุขที่เดียวดาย” เหมือนว่าตนเองจะมีความสุขเลย ณ ขณะนี้ แต่คงเป็นความสุขในความเดียวดาย เป็นความสุขในความโดดเดี่ยว เป็นความสุขที่เกิดขึ้นในตัวคนเดียว เป็นความสุขที่ประเดี๋ยวก็เศร้าใจ เป็นความสุขที่อยู่ในความเหงา เป็นความสุขของเราที่ยังไม่มีใคร ก็เลยไม่แน่ใจว่ามันคือความสุข หรือ มันเป็นแค่ความเหมือนเท่านั้นเอง ในความรู้สึกของตนเองตอนนี้ มันบอกไม่ถูกว่า การที่เรามีความสุขแบบไปวัน ๆ แบบนี้ มันเป็นความสุข ที่ยั่งยืนหรือไม่? ความสุขแบบวันต่อวัน มันยังไม่เพียงพอหรือยัง ? แล้วถ้ายังไม่เพียงพอ เกณฑ์นั้นเราเป็นคนให้หรือว่าใครเป็นคนบอกว่ามันพอแล้ว บางครั้งมันแปลกดีเหมือนกัน ความสุขของตนเองแท้ ๆ เรากลับไม่สามารถไปกำหนดกฎเกณฑ์ให้ได้ทั้งหมดว่ามันคือความสุขจริง ๆ หรือเปล่า ? สิ่งที่เราคิดว่ามันคือความสุข เราทำแล้วมันมีความสุข แต่จริง ๆ มันกลับมีคำถามว่านั่นคือความสุขจริง ๆ หรือเปล่า? ความสุขของคนเรา เราวัดเองกำหนดเกณฑ์เองหรือว่า มีใครกำหนดเกณฑ์วัดให้เราด้วย ได้รับเมล์ฉบับหนึ่งได้จากเพื่อนตั้งแต่สมัยมัธยมศึกษาตอนต้นผ่านมาตอนนี้ก็กี่ปีล่ะ 11-12 ปีที่ได้รู้จักกัน เนื้อหาเมล์ธรรมดา แต่ตนเองอ่านแล้วก็ฉุกใจขึ้นมา ลองอ่านเมล์ของของดูแล้วกัน
Subject: เสียเวลา ครั้งหนึ่งเรานั่งทำคลิบวีดีโอที่ไปเที่ยวที่ต่างๆ มา เป็นการเลือกรูป เลือกเพลง และ Effect ต่างๆ ตามที่โปรแกรมมีให้ ใช้เวลาไป เกือบ ๒ ชม. แล้ว ด้วยความเพลิดเพลิน และที่สำคัญคือมีความสุข... แล้วก็มีเพื่อนเดินมาหา "นี่แกทำอะไรอยู่เนี่ย" "อย่าบอกนะว่าแกทำไอ้เนี่ย อยู่ทั้งวัน..... @$*^%$#___^$^%@!*&%...." แหม..คิดถึงพ่อชะมัด พ่อชอบว่าเราน่ะ มักจะหมกมุ่นและเสียเวลาอยู่กับเรื่องไม่เป็นเรื่อง (มากเกินไป-จนไม่ได้ทำอะไรอย่างอื่นเลยนอกจากไอ้เรื่องไม่เป็นเรื่องนั่นแหละ)การทำอะไรไร้สาระแต่ว่ามีความสุข กับการทำอะไรเป็นสาระแต่ไม่มีความสุข...(เทียบเคียงกับการต้องมานั่งคร่ำเคร่งเขียนรายงานในตอนนี้- หัวเราะ) ทำไมเวลา ที่ใช้ไปในกรณีแรกถึงเป็นการเสียเวลา แล้วเวลาที่ใช้ไปในกรณีที่สองจึงเป็นการใช้เวลาอย่างคุ้มค่า หมายถึงว่าไม่เสียเวลาน่ะ ไม่ยุติธรรมเลย ทุกคนที่เรารู้จัก คิดแบบนี้เสมอเขาไม่เคยคิดว่าการใช้เวลาไปกับเรื่องที่ทำให้มีความสุขเป็นการใช้เวลาอย่างคุ้มค่าเลย เราชักสงสัยแล้วว่า เรานี่เกิดมาเพื่ออะไร น่าจะเกิดมาเพื่อหาความสุข นะ มันดูเข้าท่าดีน่ะ เข้าท่ากว่า เกิดมาเพื่อใช้กรรม ..เกิดมาเพื่อตาย ...เกิดมาเพื่อเธอ (แป่ววว) แต่ถึงเราจะเขียนแบบนี้เราก็ยอมรับกฎเกณฑ์ที่ว่าการทำอะไรด้วยความสุขและไร้สาระ เป็นการเสียเวลา เมื่อเราใช้เวลากับมันมากเกินไป เช่นใช้เวลาไปทั้งวัน ทั้งสัปดาห์ ทั้งเดือน...เพราะว่าเมื่อเราใช้เวลากับเรื่องๆ หนึ่งมากเกินไป จะมีเรื่องดีๆ เรื่องสำคัญๆ อีกส่วนหนึ่งที่รอให้เราไปใช้เวลากับมันจบเห่ไปในช่วงเดียวกันนั้นแหลซึ่งหมายถึงว่า เราเสียโอกาส
อ่านแล้วก็รู้สึกเห็นใจ ไม่ใช่ว่าเห็นใจแค่เจ้าของเมล์แต่เห็นใจตนเองและคนอื่นด้วย เพราะเชื่อว่าเหตุการณ์และความรู้สึกแบบนี้มันมันมักจะเกิดขึ้นบ่อย ๆ เรื่องของ"การเสียเวลา" กับ "ความสุขของตนเอง" สำหรับมุมมองของเรา. มองว่ามันมีหลายด้านเหมือนกัน ในบางเรื่อง เรายอมเสียเวลาทำ เพราะเรามีความสุขและสนุกในการทำให้ตนเองมีความสุข และเราไม่ค่อยมองว่า สิ่งที่ตนเองคือการเสียเวลา แต่มันก็จะมีคนอื่นคิดว่า นี่คือ การเสียเวลา...นั่น คงจะหมายถึงตัวเขาเอง ถ้า เขา ทำแบบที่เราทำ เขาคงไม่มีความสุข และคงคิดว่านั่นคือการเสียเวลา หากจะพูดย้อนอีกที คือ "เสียเวลาทำ ทำแล้วไม่มีความสุข" แต่ถ้า "เสียเวลาทำ ทำแล้วมีความสุข ก็รู้สึกว่าไม่ได้เสียเวลา เพราะเราจะมีความสุข” แต่ความสุขของเราที่เราคิดว่ามีความสุขนั้น มันอาจจะไปเกี่ยวพัน กับคนอื่น ในความหมายที่ไม่ใช่คนอื่น คือไปเกี่ยวพันกับคนที่เราแคร์ หรือคนที่เราต้องการแคร์ มันจะทำให้เกิดความรู้สึกว่าไอ้ความสุขที่เรามี ทำไมมันใช่ความสุขของพวกเขาด้วย? ถ้าความสุขของตัวเรามันสอดคล้องของคนที่เราแคร์มันจะเป็นความสุขที่มีความสุขแท้จริงแต่นี่คือการวัดด้วยความรู้สึกของตนเอง แต่หากความสุขที่เราคิดว่ามี แต่คนที่เราแคร์มองว่าเขาไม่สุข (อาจจะวัดในรูปของการบอกว่าเสียเวลา) มันก็บอกไม่ได้ว่าตกลงมันคือความสุขจริง ๆ ของเราเองหรือเปล่า? มันจะเกิดความไม่แน่ใจขึ้นว่าสิ่งที่เราได้ทำลงได้ มันคุ้มกับเวลาหรือมันเสียเวลากันแน่? คงเป็นเพราะมนุษย์เป็นสัตว์สังคม ที่จำเป็นต้องอยู่พึ่งพากับผู้อื่น และการกระทำระหว่างกัน เราจึงไม่อาจจะปฏิเสธได้ว่าความสุขของเรานั้นเราไม่แคร์สิ่งใด ๆ จะยึดความสุขของตนเองเป็นที่ตั้งไว้อย่างเดียวก็ไม่ได้ เพราะมันคงจะเป็นการเห็นแก่ตัว แต่ถ้าการเห็นแก่ตัวของคนเรามันสอดคล้องกับคนอื่น ๆ หรือสอดคล้องกับความต้องการของคนในสังคม มันก็เป็นการเห็นแก่ตัวที่เกิดประโยชน์แก่ส่วนร่วมและคงไม่ผิดอะไร ดังนั้นเราแล้ว หากคนเรามีความสุข และความสุขที่เกิดจากการกระทำของตัวเรา เกิดประโยชน์และมีคุณค่าแก่สังคม มันก็คือ ความสุขที่แท้จริง อันนี้วัดด้วยความรู้สึกของตนเองและความรู้สึกของสังคม ป.ล. แต่ก็ยังสงสัยอยู่ว่า แล้วความสุขที่เดียวดาย ความสุขที่โดดเดียว ความสุขที่เกิดขึ้นกับตัวเราคนเดียว ที่ไม่เกี่ยวกับใคร ๆ มันเป็นความสุขที่แท้จริงหรือเปล่า?
3月15日 หัวข้อการพูดคุย อ่านคำทำนาย ..แม่น ๆ ครับ..คำทำนายโคตรแม่น นำไปใช้ในชีวิตได้(ไม่ตรง...ให้เตะคนข้างๆเลยอ่ะ!) |
|
|