apirak 的个人资料apirak's space照片日志列表更多 ![]() | 帮助 |
|
11月25日 เรื่องของบาปในช่วงระยะ 2-3 วันนี้ มีเรื่องหลายเรื่องที่ได้รับทราบแล้ว ไม่สบายใจ และพลอยทำให้ตนเองได้ตระหนักถึงเรื่องของบาปบุญคุณโทษมากยิ่งขึ้น การตระหนักหรือการเกรงกลัวต่อบาป ในหัวข้อธรรมที่ว่า เป็นธรรมะคุ้มครองโลก คือ หิริโอตตัปปะ หิริ หมายถึง ความละอายบาป , ละอายใจต่อการทำความชั่ว โอตตัปปะ หมายถึง ความกลัวบาป, เกรงกลัวต่อความชั่ว ผมว่าธรรมะข้อนี้ อยู่ในสังคมใด ๆ สังคมนั้นก็จะมีความสุข เพราะ เมื่อคนเรามีความละอายบาป มีความละอายต่อการทำความชั่ว ประกอบกับการมีความกลัวบาป เกรงกลัวความต่อความชั่ว สังคมนั้นก็จะไม่มีการทำชั่ว ไม่มีการทำบาป ไม่ได้สร้างความเดือดร้อน เกิดเป็นทุกข์กาย ทุกข์ใจ แก่ผู้อื่น การไม่เดือดร้อนกาย เดือดร้อนใจคนก็เป็นสุข สังคมก็จะเป็นสุข แต่ในเมื่อสังคมปัจจุบันมีคนที่หลากหลายมากมายหลายคน การที่มีคนไม่เกรงกลัว และละอายต่อบาปที่ได้กระทำชั่ว สังคมก็ไม่เป็นสุข เพราะมีคนที่สร้างความเดือดร้อน กาย เดือดร้อนใจแก่คนในสังคมนั้น การสร้างความเดือดร้อนกาย และใจ ไม่จำเป็นว่าต้นเหตุแห่งความเดือดร้อน สร้างให้แก่ผู้เดือดร้อนกายและใจโดยตรงเท่านั้น แต่มันยังสามารถส่งผลให้ผู้ทุกข์ร้อน กาย ร้อนใจได้อีกด้วย อาจจะเป็นเพราะคนเรามีตัณหา (ความอยาก) ยังไม่สามารถละตัณหาได้ทั้งหมด อาการที่พบพานกับสิ่งที่ไม่เป็นที่รักก็ดี การพลัดพรากจากสิ่งอันเป็นที่รักก็ดี การต้องการสิ่งใดไม่ได้สิ่งนั้นก็ดี หรือ ความอยากมี อยากเป็น อยากได้ ไม่อยากมี ไม่อยากเป็น ไม่อยากได้ นั่นแหล่ะก็เรียกว่า “ทุกข์” และแน่นอน เราก็ต้องพบพานกับความทุกข์ อันเกิดจากผู้ไม่ละอาย ไม่เกรงกลัวต่อบาป และได้กระทำความชั่วขึ้นมา เนื่อง เพราะเรายังมีตัณหา ยังมีกิเลส และนั่นก็คือความจริง ขอข้ามเรื่องความไม่สบายใจ และการตระหนักถึงเรื่องของบาปบุญคุณโทษมายังประเด็นที่เกิดความสงสัย ผมมีประเด็นที่ยังสงสัยกับความจริงที่ว่าสิ่งที่เรากระทำ หรือไม่กระทำมันเป็นบาปหรือไม่? หรือแค่ว่าควรหรือไม่ควรกระทำดี ? 1. กรณีตัวอย่าง การฟอร์เวิลด์เมล ไม่ว่าจะเป็น การช่วยเหลือ กรณีเด็กหาย กรณีคนป่วย คนพิการต่าง ๆ นานา ฯลฯ ประกอบกับเรื่องราว เนื้อหาที่ใช้ความน่าเห็นใจ และความน่าช่วยเหลือ ซึ่งประเด็นทั้งหมดก็ไม่ใช่สิ่งที่ผมเคลือบแคลงใจ หรือคิดในแง่อกุศล เพียงแต่ผมสงสัยในข้อความห้อยท้าย หรือ ปล. ที่ว่า “หากท่านไม่ส่งต่อก็ถือว่าเป็นคนแล้งน้ำใจ เป็นคนใจต่ำ ถ้าไม่ส่งต่อก็ไม่ใช่คนแล้ว” อยากทราบหากเราไม่ส่งต่อจริง ๆ มันจะถือว่าเราบาปไหม? หรือเราเป็นคนแล้งน้ำใจ เป็นคนใจต่ำจริง ๆ เพียงพอเราไม่ได้ส่งต่อ? การส่งข้อความต่อเพราะเราเกรงกลัวต่อบาป (มีหิริโอตตัปปะ) หรือเปล่า? ตามที่จริงแล้ว การมองเรื่องเล็กน้อยเช่นนี้ ในแวบความคิดหนึ่งของตัวผมเองนั้นก็ถือว่าไม่น่าพิจารณาเลย เหมือนเราคิดเล็กคิดน้อย ในเรื่องที่ไม่เป็นเรื่อง(ยังต้องถามตนเองอีกว่าแล้วจะบาปไหมนี่ที่เราตั้งคำถามมาพิจารณา) เพราะเพียงแค่ เรากดส่งต่อ ก็ไม่ใช่ภาระที่หนักหนามากมาย อาจทำให้เสียเวลาซะบ้าง แต่ก็นิดเดียว และถ้ามันเป็นผลและประโยชน์ที่ดีมักก็เป็นเรื่องที่ควรแล้วล่ะ แต่ประเด็นที่ตั้งคำถามย้อนคืนคือ หากเราไม่ส่งต่อล่ะถือว่าเป็นบาปไหม? หากคิดเป็นตรรกะหากจะบอกว่า 1. การส่งต่อ คือ กุศล (เพราะได้ช่วยเหลือ อาจจะมีคนพบเห็น ช่วยเหลือ) 2.การไม่ส่งต่อ คือ ไม่ได้กุศล หรือเป็น บาป ไปเลยหรือเปล่า 2. กรณีการฟอร์เวิลด์เมลอีกเหมือนเดิม แต่ครั้งนี้ คือเรื่องไม่ดีของคน เช่น ส่งต่อเพื่อประจานหรือให้คนอื่น รับทราบ (แม้บางครั้งจะมีลักษณะของการเตือนระวัง) เช่น น้องสาว พี่น้อง ญาติมิตรถูก ไอ้คนนี้ (ระบุบุคลที่อยู่ ประวัติ ภาพถ่ายที่สามารถจะค้นได้) ข่มขืน รังแก หรือกรณีพนักงานโอเปอเรเตอร์ถูกด่าท่อ หรือแม้กระทั่งดาราที่โกหก หลอกลวงคนอื่น นำมาแฉประวัติส่งต่อให้เรารับทราบแล้ว กำชับมาต้องส่งต่อเพื่อประจานให้มากที่สุด โดยใช้เงื่อนไขของการเตือนภัยระวังเป็นส่วนสนับสนุนความคิดเพื่อให้กระทำต่อ ในกรณีแบบนี้ การส่งข้อความต่อ เราจะถือว่าบาปไหม? หรือเป็นกุศล (ผลดี)เพราะเราได้เตือนระวังคนอื่น (ใช้ดูเป็นกรณีตัวอย่าง) หากคิดเป็นตรรกะหากจะบอกว่า 1. การส่งข้อความต่อ คือ บาป (เพราะเราไปประจานความไม่ดีให้คนอื่น ๆ ) 2. การส่งข้อความต่อ คือ กุศล (เพราะใช้เตือนคนอื่น การด่าคนเลว การประจานคนเลวไม่บาปหรอก) 3. ถ้าไม่ส่งต่อ จะบาปไหม หรือแค่ เสมอตัว แต่เท่าที่ทราบ นะครับการทำความดี บุญก็อยู่ส่วนบุญ การทำชั่ว บาปก็อยู่ส่วนบาป ไม่เกี่ยวข้อง และไม่สามารถ ลบล้างกันได้ ถึงมีประโยคที่ว่า ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว นั่นคือผลแห่งการกระทำ ขอยกตัวอย่าง 2 ข้อ แค่นี้ก่อน มีเวลาจะได้นำเรื่องที่น่าขบคิดมาหย่อนให้ปวดหัวกันเล่นอีกนะครับตอนนี้ เริ่มสบายใจแล้ว 11月18日 สืบเนื่องจาก การพานพบกันของเหล่ามิตรสหายที่ขอนแก่น
ในค่ำคืนวันศุกร์ที่ 24 กรกฎาคม 2552 ณ ร้านเนื้อย่างเจ้าเก่า เจ้าเดิมที่หลายคนที่เคยอยู่มหาวิทยาลัยขอนแก่นต้องได้ลองสัมผัสลิ้มรสกันบ้างไม่มากก็น้อย “ชิดชล” ที่ร้าน “ชิดชล” ในค่ำคืนวันนั้น ไม่ใช่ค่ำคืนพิเศษอะไรเลย หากไม่นับความมหัศจรรย์ของการพบปะสังสรรค์ ในครั้งคราวของวาระสำคัญหนึ่งใดๆ ครั้งนี้ก็เป็นอีกเหตุหนึ่ง บุรุษ (ตรี) นายหนึ่งนามว่า “ยงวิทย์” ได้ประสาน นัดเชิญชวนผ่องเพื่อนที่พำนักอยู่ละแวก รอบรั้วสีอิฐ มาพบปะสังสรรค์ ในวาระวันคล้ายครบรอบวันที่พ้นเหลือบตามองดูโลกครั้งแรก ในวงเล็บว่า “ย้อนหลัง” เหล่าสหายที่พำนักอยู่ละแวกนี้ก็ช่างเหลือน้อยพอประมาณ หากไม่นับเจ้าภาพที่ย้ายสำนักการศึกษาระดับปริญญาโทจากคณะเดิมฯ มาเป็นศึกษาที่ วิทยาลัยบัณฑิตศึกษาการจัดการ หรือ นามย่อ MBA ก็มี อภิรัก ที่ทำงานที่คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ ตำแหน่ง นักวิชาการศึกษาปฏิบัติงานด้านพัฒนานักศึกษาที่ตั้งเดิม (ไม่มีที่ไป) ปณัฐ ทำงาน ตำแหน่งบรรณารักษ์ ที่คณะนิติศาสตร์ ปลูกบ้านหลังใหม่และใหญ่ให้เป็นอาณาจักรการจัดการความรู้แก่อดีตท่านประมุขพรรค อ้อยทิพย์ ปัจจุบันในขณะนี้เวลานี้ เวลาที่สัมผัสแท่นพิมพ์อยู่นี้ (ต้องย้ำ) รับเงินเดือนที่คณะสัตวแพทย์ ตำแหน่งเจ้าหน้าที่วิเคราะห์นโยบายและแผน กับหญิงสาวที่มีความสามารถในการสอบคัดเลือกในหน่วยงานในมหาวิทยาลัย ผ่านสายงานมาแล้วกับอย่างน้อย 5 หน่วยงานในมหาวิทยาลัย หากเป็นการสอบคัดเลือกหญิงสาวผู้นี้ไม่เคยแพ้ใคร ดีกรี 3 หน่วยงานในตึกเดียว (ตึกศูนย์วิชาการ หรือสำนักทะเบียนประมวลผล) คณะแพทย์ศาสตร์ ที่ว่าแน่ ๆ เธอก็ผ่านมาแล้ว ขออนุญาตแนะนำใครมีลูกมีหลาน ญาติพี่น้อง ที่ต้องการทำงานในมหาวิทยาลัยขอนแก่น ในวิธีการสอบคัดเลือกแข่งขัน กรุณาให้หญิงสาวผู้นี้เป็น ติวเตอร์ได้เลย รับรองหากสอบไม่ติด ก็ ..ก็หาที่ใหม่ ระดับแกนนำทั้ง 4 คนมาพบกับโดยไม่ได้บังเอิญ แต่เกิดจากการนัดหมาย (ไม่รู้จะบอกทำไม) บวกกับ 1 ท่านพี่ที่มาสบทบในภายหลังในตอนที่ใกล้จะชำระค่าเสียหาย ท่านพี่ “พี่โอ๊ค” พานทองแท้ เอ๊ย..“พี่โอ๊ค คมกฤต” รับราชการที่เทศบาลเมืองจังหวัดขอนแก่น อดีตผู้ปฏิบัติเจ้าหน้าที่ป่าไม้........(ไม่ต้องกลัวว่าจะเล่นคำว่าเป็น เจ้าหน้าที่ป่าไม้เดียวกัน เพราะรู้ว่าท่านพี่แกเป็นผู้ชายทั้ง ดุ้น เฮ้ย! ผู้ชาย ทั้งแท่ง) เนื้อหาสาระในการพบปะพูดคุย คงไม่มีอะไรที่เป็นสาระมากมายนัก หากไม่นับเรื่องที่ย้อนถึงการกล่าวถึงวีรกรรมต่าง ๆ นานา สมัยที่ยังละอ่อนศึกษาเล่าเรียน ของตนเองและเพื่อน ๆ (หนักไปทางเพื่อน ๆ ) ที่ไม่ว่าการพบปะครั้งใด หากไม่กล่าวถึงเหมือนจะเป็นปมด้อย ขาดยีนส์เด่น เหมือนครึ่งหนึ่งของชีวิตที่มันขาดหายไป ขออนุญาต อย่าได้เรียกว่า การนินทาเพื่อน แม้มันจะถูกเหมาให้เข้าใจว่ามันคือสิ่งเดียวกัน เพราะในความหมายสัมผัสแรกของคำว่า นินทา คือสิ่งที่เป็นในแง่ลบ แต่การสนทนาแต่ละครั้งกล่าวถึงวีรกรรมต่าง ๆ ที่ไม่ใช่แง่ลบ หรือว่าใช่ ก็คิดเสียว่าไม่ใช่ก็แล้วกัน ขำ ๆ เอานะ...เอานะ การกล่าวถึง ให้เรียกแทนว่า เป็นการ “คิดถึง” ก็เห็นจะดีเป็นแน่แท้ ประเด็นหนึ่งที่ถูกหยิบยกใน “แทนความคิดถึง” คือเรียก กระทู้ประเด็นต่าง ๆ ในเว็บบอร์ด ในที่นี้จะกล่าวถึง เว็บบอร์ดแรก คือ http://bbznet.pukpik.com/scripts2/board.php?user=lib27 เว็บบอร์ดบรรณฯ 27 ที่ก่อตั้งเมื่อครั้งที่จะการศึกษา ในปี 2548 หากคิดจะนับ วันเวลาที่ล่วงเลยมันมาก็คงไม่ยาวนานนัก 48-49-50-51-52 ก็นับผ่านมา 4 ปี ย่างปีสู่ปีที่ 5 เท่านั้น แต่หากจะลองนับปีการศึกษาที่ผ่องเพื่อนได้พบเจอกันเมื่อครั้งอยู่ปี 1 ในรหัสนักศึกษา ปี 44 กับนักศึกษาปัจจุบัน ปี 52 นี่ก็เป็น 8 ปีทีเดียวที่ได้รู้จักกัน ยาวนานมิใช่น้อย ในบอร์ดที่ว่าระหว่างที่ทุกคนจบการศึกษา กับระยะเวลาที่บอร์ดดำเนินภารกิจหน้าที่ของมันในการเป็นพาหนะช่องทางหนึ่งของสื่อสาร มีหลายกระทู้ หลายข้อความที่เมื่อกลับไปย้อนอ่านมันก็ ฮาดีไม่น้อย พลันพลอยให้คิดถึงบรรยากาศเก่า ๆ เช่น 1. กระทู้ คิดว่าใครพูดน้อย 2. กระทู้ ผู้ชายพายสัปปะรด 3. กระทู้ มาพูดกันซะดีๆเรื่องทำเว็บอ่ะ 4. กระทู้ ใครได้งานแล้ว..บอกกันหน่อยนะจ๊ะ 5. กระทู้ อยากให้บอร์ดมีคนเข้าเยอะ 6. กระทู้ มาร่วมโหวตกันหน้อยยยยยยย (สถานที่จัดงานรับปริญญา) 7. กระทู้ อัพเดทข่าวคราวการเกณฑ์ทหารกันหน่อยนะ...อยากรู้อ่ะ 8. กระทู้ Say hi! my friend 9. กระทู้ ขอโทษเพื่อนๆที่มาสอบที่ กต. 10. กระทู้ โอนเงินงานเลี้ยงบัณฑิตได้แล้วครับ 11. กระทู้ ขอแสดงความเสียใจกับแอนท์ 12. กระทู้ ร่วมแสดงความยินดีกับ เอมมี่ เพื่อนร่วมสาขาเราด้วยนะกั๊บ(ด่วนมั่กๆ) 13. กระทู้ ร่วมด้วยช่วย "แตงไทย 14. กระทู้ ถึง...เพื่อนๆที่ทำงานที่กระทรวงต่างประเทศ 15. กระทู้ Coke Return!!! (กระทู้ไร้สาระ อย่าอ่านเลยว่ะ) 16. กระทู้ เพื่อนๆ บอกเล่าเรื่องของตัวเองตอนนี้กันหน่อย 17. กระทู้ ร่วมแสดงความยินดีกับเจ๊เปิ้ล 18. กระทู้ ที่สุดของปี2548 19. กระทู้ ขอบคุณเพื่อนๆทุกคนครับ 20. กระทู้ ไร้สาระ1--เกี่ยวกับบอร์ดบรรณ27และอนาคตที่จะเป็นต่อไป 21. กระทู้ โครงการทำเพลง 22. กระทู้ วันเลี้ยงรุ่น 23. กระทู้ มาดูกิ๊ก ท่านหัวหน้า 555 24. กระทู้ งาน Library Meeting in Bangkok 1st 25. กระทู้ ประลองสมอง - ต่อกลอนแก้เซ็ง 26. กระทู้ ประเมินผล" โครงการ 8 เมษายน 2549 27. กระทู้ โครงการ วันเลี้ยงรุ่น รีเทิร์น 28. กระทู้ โครงการทำทะเบียนรุ่น(ทำจิงๆนะ).....(เชื่อเถอะ 29. กระทู้ โครงการ “ภาพเก่านำมาแฉ” 30. กระทู้ มารำลึกถึงอดีตอันแสนหวาน? กันเถอะเพื่อนๆ 31. กระทู้ LIB#27 meeting 32. กระทู้ เรื่อง ลูกไก่ข้ามถนน 33. กระทู้ มาแต่งกลอนกันดีก่า...... 34. กระทู้ เรื่องหนังสือรุ่น ฯลฯ และ อีก หลาย ๆ กระทู้ นั่ง อ่าน กระทู้กล่าว ฮา มากมาย อ่านแล้วแม้จะกลั้นยิ้ม ที่มุมฝีปากได้ แต่สายตามันก็ดันยิ้มแทน ไม่เชื่อ ๆ เพื่อนลองคลิ๊กเข้าไปอ่านดู แล้วท่านจะรู้ว่าเราไม่โกหก ถ้าไม่จำเป็น ผมว่านะหากวันใดวันหนึ่ง เวลาผ่านไปนานเข้า สักวันเราหยิบ กระทู้ พวกนี้ มาพิมพ์ทำหนังสือ แจกจ่าย ให้เพื่อนอ่านคงจะดีไม่น้อย เพราะอย่างน้อย ๆ มันจะช่วยเตือนความจำได้บ้าง ว่าเมื่อครั้งหนึ่งไอ้พวกเราก็ เป็นคนเช่นนี้นะ ตอนนี้ด้วยเวลาทำให้ หลายสิ่ง หลายอย่างมันเปลี่ยนไป การเปลี่ยนแปลงเป็นสิ่งที่จริงขึ้นตราบใดที่เรายิ่งดำเนินชีวิต แต่ผมก็หวังว่าสิ่ง ๆ ดี ไม่อยากให้มันเปลี่ยนแปลงก็เท่านั้นเองครับพี่น้อง 8月31日 ความรักกับลูกฟุตบอล และก็หนังเกาหลีก่อนอื่นต้องบอกก่อนว่า ผมได้รับแรงบันดาลใจในการเขียนข้อความนี้หลังจากได้อ่าน ข้อความของเพื่อนคนหนึ่งที่ลงในสเปซของเขา ซึ่งแต่ก่อนเขาเป็นเพียงแค่นักเล่นบอล (หมายถึงการใช้ฝีเท้า การออกกำลัง ไม่ใช่ การใช้ปากกาขีดเขียนบนกระดาษแล้วตามลุ้น) แต่ ณ ตอนนี้เขาคือ “กัปตัน” ครับ ! เขา คือ กัปตันแตงไทย เขาเป็นกัปตัน โดยการสถาปนาตนเองขึ้น (เขาว่างั้น) ดีใจที่เขาได้เล่นฟุตบอลที่เขารัก และอยู่ในฐานะผู้นำในสนาม ผมไม่รู้ว่าผู้เล่นคนหนึ่งที่ดันตนเอง (ส่วนคนอื่น ๆ ในทีม “ถีบ”) ขึ้นเป็นกัปตัน ในฐานะผู้นำของเขา การแสดงบทบาทในสนามจะเป็นเช่นไร เรื่องนี้ผมไม่ใคร่ จะใส่ใจเท่าไร อาจเป็นเพราะผมกับเขาเล่นฟุตบอลด้วยกันมานาน แต่ผมสนใจในบทความของเขาเสียมากกว่า เขาเขียนในข้อความ “ความรักเปรียบเสมือน...ลูกบอลลูกหนึ่ง” ผมคงไม่นำมาฉายซ้ำ เดี๋ยวจะหาว่าคัดลอก ผิด จรรยาบรรณ และลิขสิทธิ์ (ไอ้นี่ มันไม่ค่อยอยากให้ใครไปยุ่ง วุ่นวายกับชีวิตมัน มันบอกว่ามันพังเพราะเพื่อนมาเยอะแล้ว แต่ผมดันชอบที่จะเข้าวุ่นวายกับชีวิตของมันซะเหลือเกิน) ผมขออนุญาต (แต่ไม่ได้ขอจากมัน) ยกตัวอย่างบางประโยคของเขาก็แล้วกัน แต่หาก ใครสงสัย ว่าเขาเขียนเต็ม ๆ ว่ายังไงก็ เข้าตามนี้แล้วกันครับ http://dash496.spaces.live.com/default.aspx ในฐานะที่เป็นนักฟุตบอล เขาเปรียบเปรยได้น่าฟัง น่าอ่าน น่าคิดตาม ได้ค่อนข้างดีทีเดียว เช่นที่ว่า “ ลูกบอลมันกลมๆใช่ป่าว แล้วมันจะเด้งๆ ด้วย พอมันเด้งๆ ลูกบอลก็ดูเหมือนมันกระโดดเต้นรำอยู่.....นั่นแหละความรัก เวลาเรามีรัก มันก็จะมีความสุขอย่างนั้นแหละ อยากร้องรำทำเพลง เต้นแร้งเต้นกาไปทุกจังหวะชีวิต แล้วลูกบอลอยู่ๆไป มันต้องมีอ่อนลม แฟบลงสักวัน แล้วจะทำไงดีล่ะ ก็เติมลมให้มันสิวะ เหมือนความรักไง ที่มันต้องการความเอาใจใส่ ห่วงใยดูแล เหมือนลมที่สูบให้ลูกบอล ไม่งั้นลูกบอลก็จะไม่เด้งๆ” กัปตันเราก็ช่างคิดเสียจริง มีประโยคเด็ด ๆ จากกัปตันของเราหลาย ๆ ประโยคทีเดียว ไม่น่าเชื่อใช่ไหมล่ะครับ หึ หึ ที่ผมหยิบยกมาก็ไม่ใช่อะไรหรอกครับ เพียงแต่ว่า เวลาผมอ่านแล้ว ผมดันคิดตามไปกับมันด้วยที่ผมเป็นคนเล่นบอลคนหนึ่ง (ใช้ทั้งฝีเท้าและฝีมือ) ผมว่าทัศนะของกัปตันแตงไทยดูมันเข้าท่านะ ที่เปรียบได้อย่างนั้น ผมไม่แน่ใจว่าข้อความข้างในของกัปตันแตงไทยแฝงความรู้สึก ไปถึงใครคนหนึ่ง ที่เขาอยากให้มาอ่านมากน้อยขนาดไหน ผมอยากจะบอกในฐานะเป็นนักฟุตบอล ที่พอจะเข้าใจ(เอาเอง) การเปรียบเทียบ เปรียบเปรย ความรัก (ต่อใครคนหนึ่ง) ของเขา กับสิ่งที่เขารัก(ฟุตบอล) สิ่งที่คุ้นเคย (ฟุตบอล) สิ่งที่เขาถนัด(ฟุตบอล) สิ่งที่เขาพอจะเข้าใจมากที่สุด(ฟุตบอล) มันคือ ความรู้สึกที่ค่อนข้างจะแท้จริง มันอาจจะเรียกว่า “ความชัดเจน” มากที่สุดเลยก็ว่าได้กระมั่งครับ ผมขอแสดงทัศนะหนึ่งระหว่างการเปรียบเทียบ “ความรักกับฟุตบอล” เพิ่มเติมจากกัปตัน เสียบ้าง ในฐานะที่มีความรักต่อสิ่งที่เรารักเหมือนกัน (ฟุตบอล) “เราต่างพยายามแย่งชิง และต้องการครอบครองบอลที่มีเพียงลูกเดียวในสนาม คนที่ชั้นเชิงที่ดีกว่า มักมีโอกาสที่ดีกว่าในการครอบครองลูกบอลลูกนั้น คนที่ชั้นเชิงด้อยกว่าแม้ว่าจะได้มีโอกาสครอบครองมัน แต่ก็อาจจะโดนเบียดแย่ง (จากคนที่ชั้นเชิงดีกว่า) หรือจังหวะที่เราครอบครองนั้นมันก็มีโอกาสทำมันหลุดจากการครอบครองไปเอง (ด้วยที่มีชั้นเชิงที่ด้อย) แต่สิ่งที่เหมือนกันไม่ว่าจะป็นคนที่ชั้นเชิงดีหรือคนที่มีชั้นเชิงด้อย เมื่อได้ครอบครองได้สักระยะหนึ่ง จำต้องเตะไปจากการครอบครองของตนเอง ไม่ว่าจากจังหวะต้องการทำประตู หรือต้องผ่านให้คนที่ตำแหน่งดีกว่า แต่ไม่ว่าจากสาเหตุใดก็ตาม พอมันหลุดจากการครอบครองไปแล้ว ฟุตบอลมันไม่ได้เลือกว่าจะอยู่กับใครคนใดคนหนึ่งได้ พวกเราก็ต้องกลับมาแย่งชิงและครอบครองมันอีกครั้งต่อไป จนกว่ามันจะหมดเวลา” “ความรักก็เหมือนกัน คนเรามักวิ่งหาความรัก คนที่พร้อมและดีกว่ามักมีโอกาสมากกว่าคนที่ไม่พร้อมในการที่จะรักษาความรักนั้นไว้ แต่เวลาที่มีความรักแล้ว เราอาจจะไม่สามารถรักษาความรักให้อยู่กับเราได้ตลอดเวลา เราจึงต้องพยายามรักษาความรักให้คงอยู่ เพราะถ้ามันหลุดไปแล้วเราบอกไม่ได้หรอกว่าความรักมันจะเลือกทางไหน ถ้าหากมันหลุดลอยไปแล้ว เราต้องเป็นฝ่ายวิ่งไปหามัน หากไม่เช่นนั้นแล้วมันก็หลุดลอยไปจนจบสิ้นเวลา” อืม...ผมอาจจะเรียบเรียงอ่านแล้วดูสับสน แต่ลองเสียเวลาทำความเข้าใจกับมันแล้ว ผมว่ามันก็จริงเหมือนกันนะครับ (พยายามยัดเยียดความคิดเห็นให้สอดคล้องไปด้วยกัน) เมื่อวานมีโอกาสได้ดูหนังเกาหลี เรื่องหนึ่ง จำชื่อไม่ได้เพราะมันค่อนข้างจะยาว เนื้อหาประมาณว่า พี่น้อง 2 คน คนพี่เป็นผู้ชายที่ไม่กล้าบอกรักคนที่ตนเองรักเลย ทั้ง ๆ คนที่ตนเองรัก ก็สนใจตนเองบ้างเหมือนกัน ส่วนคนน้อง สนใจแต่เรื่อง SEX ผ่านผู้หญิงมากก็มาก แต่ก็เหมือนพี่ชาย เขาไม่เคยบอกรักผู้หญิงที่เขาผ่านมาสักคน มันเป็นความเหมือนที่แตกต่างกัน ผมสนใจในเรื่องของพี่ชายเสียมากกว่า คือว่า มันเป็นแบบนี้จะเล่าให้ฟังครับ ในสมัยที่เรียนมหาวิทยาลัยนั้น เขาเจอคนที่ใช่ (ในเนื้อเรื่องเป็นรุ่นน้อง) เขาสนใจเธอ แต่ไม่เคยแสดงออกให้รู้สักครั้งว่าเขาชอบเธอ ด้วยความไม่กล้าบอก เพียงแต่ได้มองเธอห่าง ๆ ดูแลเธอห่าง ๆ เช่น แอบจ้องมองเธอ ... เวลาที่มีโอกาสไปส่งเธอที่บ้าน เขาจะหยุดก่อนของบ้านฝ่ายหญิงที่ฝั่งหนึ่ง และบอกลาเธอ ก่อนแอบเดินตามเธอจนเธอเข้าบ้านไปเรียบร้อยและปลอดภัย เขาไม่กล้าเผยความรู้สึกใด ๆ เลย จนจบมหาวิทยาลัย และล่วงเลยมาเข้าปีที่เจ็ด เขากับเธอมาเจอกันอีกครั้งหนึ่ง ความรู้สึกดี ๆ มันกลับมาอีกครั้ง ไม่ซิ ต้องบอกว่า มันไม่เคยหายไปเลยต่างหาก แต่เขาก็เป็นเหมือนเดิม คือ เขาขาดความกล้าที่จะเผยใจตนเอง ในขณะที่ฝ่ายหญิงนั้น ก็ดูท่าทางมีความสนใจฝ่ายชายเหมือนกัน สิ่งที่แสดงออกให้เห็นบ้างเช่น เขาขอร้องให้ฝ่ายช่วยสอนถ่ายภาพให้ (ฝ่ายชายเป็นช่างภาพ) และหลายสิ่งหลายอย่าง ดูไปมันลังเล เก้ๆ ก้าง ๆ และอึดอัดกันทั้งคู่ กว้าไปข้างหน้าบ้างก็เหมือนมันก็ถอยกลับ ผมดูแล้วมีความรู้สึกเช่นนั้นเลย และอึดอัดใจไปด้วยจริง ๆ และความพลิกล๊อก แบบโชคร้ายมันก็เกิดขึ้น ในวันวาเลนไทน์ ฝ่ายหญิง นำดอกไม้ ซอคโกเล็ต และการ์ด เพื่อนำมาฝ่ายชาย ขณะที่เธออยู่หน้าร้าน น้องชายฝ่ายชายก็เดินผ่านมาเจอแล้วถามว่ามาหาใคร ฝ่ายหญิงบอกว่า เอามาให้กวงซิก(ชื่อฝ่ายชาย) เธอฝากให้กับน้องชาย (กวงเต) ให้เอาไปให้ (อาจจะเป็นเพราะเธอไม่กล้าเอาไปให้เองได้มั้ง) กวงเตขณะนั้นกำลังเมาอยู่กับจำไม่ได้ว่าเธอเอามาให้ใคร พอเข้ามาในร้าน เจอเพื่อนตนเองและพี่ชายอยู่ในร้านก็เลยบอกว่าผู้หญิงเอามาให้แก่เพื่อนของตนเอง ไอ้เพื่อนกวงเต คนนี้ก็เล็งรุ่นน้องของฝ่ายชายอยู่เหมือนกัน โดยก็ไม่ทราบว่ากวงเตกับคนที่ตนเองนั้นชอบต่างก็สนใจกันและกันโดยไม่มีฝ่ายไหนมั่นใจ (เพราะลังเล) พอไอ้เพื่อนของกวงเตเปิดดูการ์ด ก็ดีใจ และเอาซ๊อคโก้เลตไปให้กวงซิกด้วย และออกไปข้างนอก กวงซิกก็แวะแอบไปดูการ์ดก็ตกใจ ข้อความเขียนว่า “ช่วยสอนฉันถ่ายภาพด้วย” และก็ลงชื่อของเธอ (แต่เขาไม่ได้เขียนเป็นภาษาไทยหรอกนะครับ) เขาได้อ่านแล้วก็เลยเข้าใจผิด รู้สึกเสียใจอยู่ไม่น้อย แต่ก็ยังอุตส่าห์เชียร์น้องเพื่อนให้ฝ่ายหญิงได้ฟังอีกต่างหาก (และตรงนี้กระมั่ง ฝ่ายหญิงก็คงคิดว่ากวงซิกอาจจะไม่สนใจเธอ) เนื้อเรื่องดำเนินต่อไป จนฝ่ายหญิงเป็นแฟนกับเพื่อนของน้องชายไป ถึงขั้นจะแต่งงานกัน(ผมมองว่าในเนื้อเรื่องมันเร็วไปมาก เพราะทั้งคู่รู้จักกันไม่ถึงปีด้วยซ้ำ)ซึ่งมันอาจจะเกิดจากพรหมลิขิตของทั้งสองคนก็เป็นไปได้ (ฝ่ายหญิงกับเพื่อนน้องชาย) แต่มันช่างเป็นความโหดร้ายที่แสนเจ็บปวดนัก ของกวงซิก (ที่อุตส่าห์แอบรักเธอนานตั้ง 7 ปี) ถ้าหากกับมามองความผิดพลาดที่เกิดจากน้องชายเอาของขวัญวาเลนไทน์ไปให้ผิดคน อยู่มาวันหนึ่ง น้องชายเมาเหล้าอีกที มันดันกลับจำได้ว่า ของขวัญวาเลนไทน์ วันนั้นเป็นของพี่ชาย หลังจากพี่ชายระบายความในใจให้ฟังไปก่อนหน้านี้ น้องชายไปสารภาพให้พี่ชายฟังตอนที่หลับ บังเอิญว่า พี่ชายดันไม่หลับด้วยซิครับ มันก็เลยยิ่งเป็นความเจ็บปวด ที่ต้องไปงานแต่งของคนที่เขารัก ในเนื้อเรื่องเขาเข้าไประหว่างที่ประกาศแต่งงาน เขาเอื้อมมือไปหน้าหญิงสาว (ผมลุ้นลึกๆ) แต่เขาก็เลือกที่จะหยิบไมโครโพนและร้องเพลงแทน (ผมฟังเพลงเกาหลีไม่เข้าใจ) แต่ทั้งภาพ เสียง มันดูบาดหัวใจแทนยังไงไม่รู้ ภาพฉายมันย้อนไปตั้งแต่สมัยเรียนมหาวิทยาลัยเหตุการณ์ ที่ว่า เก้กาง ๆ ลังเล การช่วยเหลือดูแลเธออยู่ห่าง ๆ แต่พอจะรู้สึกได้ ภาพมันถูกฉายออกมา ผมดูแล้วรู้สึกสงสารกวงซิกอย่างสุดซึ้งราวกับว่าเป็นเรื่องของตนเอง มีอยู่ฉากหนึ่งก่อนหน้านี้ที่ ผมรู้สึกว่าเป็นฉากที่ได้ยินแล้ว มันช่างรู้สึกเจ็บปวดแทนกวงซิก นัก มันเป็นฉากที่ กวงเต ถามฝ่ายหญิง ว่า คิดยังไงกับพี่ชายของเขา (หลังจากจำได้แล้วว่าตนเอง เอาของขวัญให้ผิดคนในวันวาเลนไทน์นั้น) ขณะที่เพื่อนของเขา (แฟนฝ่ายหญิง ที่จะเป็นเจ้าบ่าว) เมาหลับไป ฝ่ายหญิงตอบว่า “ฉัน.....ไม่ได้โง่หรอกนะ .......ฉันก็พอสังหรณ์ใจบ้างเหมือนกัน” “แต่ผู้หญิง ทำตามรางสังหรณ์ของตนเอง ไม่ได้หรอกนะ” เธอกล่าวอย่างราบเรียบ ตามบทที่เรียบร้อยน่ารักของเธอ นั่นมันก็แสดงให้เห็นว่า เธอก็พอจะรู้ว่า กวงซิก น่าจะชอบเธอมาตั้งแต่เรียนมหาวิทยาลัยเหมือน ๆ กับเธอ แต่จะให้เธอแน่ใจ (ตามรางสังหรณ์ของเธอ) ฝ่ายเดียวได้อย่างไร แล้วเรื่องราวความรักของเขาและเธอมันก็ค้าง ๆ คา ๆ มาซะแบบนี้ สุดท้าย มันก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้น แม้ว่าเวลาจะผ่านมายาวนานเท่าใดก็ตาม มันก็ไม่ได้ช่วยอะไรเลย มีอีกฉากหนึ่งของกวงซิก ตอนที่นั่งระบายกับกวงเตน้องชาย ที่โดนใจผมมาก ๆ เขาบอกว่า เขาอยากให้เวลาที่เขาได้มีโอกาสพบเนื้อคู่ คนที่ใช่แล้ว....ให้เวลามันหยุด แล้วมี เสียงอ๊อดดังขึ้น เป็นสัญญาณบอกกลาย ๆ ว่า คนนี้แหล่ะ คือ “คนที่ฟ้าส่งมาให้” .....คนแหล่ะคือ “เนื้อคู่ของเรา” บางทีแล้วสำหรับคนอื่นมันอาจจะไม่จำเป็นเลยก็ได้ แต่คนที่ไม่มีความกล้า ไม่มีความมั่นใจแล้ว ผมว่ามันโดนใจจริง ๆ อย่างน้อย ๆ มันก็โดนใจผมล่ะคนหนึ่ง อืมต่อยังไงดี..... เอาเป็นว่า ผมดูหนังเรื่องนี้แล้ว ชอบนะแต่มัน รู้สึกนอนหลับได้ยากเหลือเกิน เพราะ มันค้างคา ใจเหลือเกิน ถึงแม้ว่าตนเองกวงซิก จะได้พบเนื้อคู่ และมีสัญญาณบอกอย่างที่เขาว่า (เสียงอ๊อดเตือนไฟไหม้ดังขึ้น) ขณะที่เจอหญิงสาวที่เป็นเนื้อคู่ของเขา .........เพียงแต่ว่า.....ไม่ใช่เธอ...คนนั้น (คนก่อนหน้าที่คิดว่าใช่) ผมก็หวังเพียงแต่ว่า จะได้ยินสัญญาน หรือระฆังบอกว่า นี่คือ...”คนที่ฟ้าส่งมา” บ้างเหมือนกัน 8月22日 เรื่องเซอร์ไฟส์อย่างที่กล่าวในข้อความก่อนหน้านี้ (ความรู้สึกดี ๆ ทำให้มีความสุข) ที่ผมบอกไปว่าคนเรานั้น ความสุขกับความทุกข์มันอยู่ปนเปกันไป ความรู้สึกดี ทำให้มีความสุข ส่วนความรู้สึกไม่ดีมันทำให้เราทุกข์ และความทุกข์มันทำให้เรารู้สึกแย่ ๆ ตามมา ผมได้บอกเรื่องดี ๆ ที่ได้ทำในรอบสัปดาห์(ที่แล้ว) มันทำให้เกิดความรู้สึกดี ๆ และทำให้ผมมีความสุขไปแล้วในก่อนหน้า(แต่อยู่ข้างล่างข้อความนี้) มาถึงข้อความนี้จะได้บอกในสิ่งที่ผมไม่ได้ทำแต่มันดันทำให้ผมเกิดความรู้ที่ไม่ดี เกิดมีความรู้สึกแย่ ๆ และมันก็เลยกลับกลายเป็นความทุกข์ใจของผม ความรู้สึกที่ว่าแย่ ๆ นั้น มันเกิดขึ้นอย่าง “เซอร์ไฟส์” มันคือสิ่งที่ไม่น่าเกิดและผมคาดไม่ถึงว่ามันจะเกิดขึ้น ความเซอร์ไฟส์ ถ้ามันเกิดขึ้นอย่างโดนใจในทิศทางที่เป็นบวกมันจะสะท้อนเป็นความสุข หากมันเกิดขึ้นในทิศทางที่เป็นลบแล้วมันก็คือความทุกข์ แต่ไม่ว่าจะทิศทางบวกหรือลบ สิ่งที่เกิดเหมือน ๆ กันคือ อาการประหลาดใจ อึ้ง ตกใจ หรือแม้กระทั่งอาการซ็อก มันก็ขึ้นอยู่กับว่ามันเป็นเรื่องเซอร์ไฟส์สำหรับคน ๆ นั้นมากน้อยเพียงใดด้วย ส่วนเรื่องเซอร์ไฟส์ของผมมันเกิดขึ้นติด ๆ กัน บางเรื่องเป็นเรื่องซ้ำ ๆ เดิม ๆ แต่มันก็ประหลาดใจได้ทุกครั้งทุกครา ความรู้สึกไม่ดี ในชีวิตผมในช่วงเวลานี้ มีไม่กี่เรื่องหรอกครับ ไม่ต้องเดาให้ยากหรอกครับ เพราะผมจะเล่า(พิมพ์)ให้ได้ฟัง (อ่าน)กันอยู่ เรื่องเซอร์ไฟส์ที่เกิดขึ้นในทิศทางที่เป็นลบ อันพลอยทำให้ผมเกิดอาการเศร้าใจ ณ เวลานี้คือ เรื่องของ “ความรัก” ครับ มันเป็นความรักในเกมส์ฟุตบอล ต่อทีม “Manchester United” หรือ “แมนฯยูฯ” ทีมฟุตบอลที่ผมเชียร์กับฤดูกาลใหม่ที่เริ่มต้น นัดเปิดฤดูกาล 2007- 2008 ในวัน อาทิตย์ ที่12 สิงหาคม 2550 ผมรู้สึกประหลาดใจเป็นอันมาก เพราะทีมรักทำได้แค่เสมอกับทีมเรดดิ้ง ไป 0-0 ทั้งที่หากจะว่าไปตามตรงแล้วคงไม่มีแฟนบอลคนไหนกล้าคิดว่าเรดดิ้งจะหาญกล้ามาแบ่งแต้มที่บ้านกับแชมป์เก่าได้ ทีมแมนฯยูฯ เตะเป็นคู่สุดท้ายจากจำนวน 10 คู่ ในขณะที่ทีมคู่แข่งสำคัญ และถือเป็นอริ อย่างลิเวอร์พูล เชลชี และอาร์เซน่อล ต่างเก็บ 3 แต้มเต็มไปถ้วนหน้า แม้ว่าแต่ละทีมจะชนะอย่างหืดหอบและลุ้นกันตัวโก่งไปทั้งสิ้นแต่ทั้งหมดก็เก็บเต็มแต้ม ผมมีโอกาสได้ดูอาร์เซน่อลแข่ง นอนลุ้นคู่แข่งอย่างฟูแล่ม จนสิวแทบจะขึ้นหน้า(เชียร์อย่างออกหน้าออกตา) แต่อาร์เซน่อลก็มาฟอร์มเดิม เหมือนฤดูกาลที่แล้ว คือคู่แข่งออกนำไปก่อน และมายิงแซงช่วงท้ายเกมส์ นัดนี้ก็เช่นกัน ฟูแล่ม ออกนำตั้งแต่นาทีแรกจาก ความผิดพลาดของเลห์มัน นายทวารของปืนโต (ฉายาทีมอาร์เซน่อล) ที่เตะแบ๊กในขณะที่ฮิวลี่กองหน้าฟูแล่มจะสไลด์สวนเข้าไป แต่ทั้ง ๆ ที่ตลอดทั้งเกมส์ฟูแล่มก็เล่นเกมส์ได้ดี แต่นาทีที่ 83 ก็ดันมาพลาดเสียจุดโทษให้อาร์เซน่อล ยิงตีเสมอ หนำซ้ำก่อนหมดเวลาแค่ 1-2 นาทีอาเซน่อลดันมาได้ประตูชัยเป็น 2-1 เรียกได้ว่า ซ็อก เล็ก ๆ เหมือนกัน เรียกได้ว่าผมเกิดอาการเซ็งจัด มาดูเชลชีแข่งบ้างครับ คู่นี้มันก็เซ็งจัดไม่ใช่เล่น เชลชีพบเบอร์มิงแฮม นัดนี้เชลชีชนะ 3-2 ครับ ชนะแบบโดนนำไปก่อนตั้ง 2 ครั้งซะด้วยนะครับพี่น้อง มันก็ดันกล้ายิงแซงชนะไปอีก อีกคู่คือ แอสตัน วิลลล่า พบ ลิเวอร์พูล คู่นี้ยิงแสบสันต์ครับ แม้ลิเวอร์พูลจะยิงออกนำไปก่อน 1-0 แต่ช่วงท้ายเกมส์นาทีที่ 85หรือ 86 นี่ล่ะที่ วิลล่าได้จุดโทษตีเสมอแล้วเชียว แต่นาทีถัดมาลิเวอร์พูลดันได้ฟรีคิก แล้วไอ้เจิด เจอร์ราด มันก็ยิงเข้าไปเป็นประตูชัยซะอีก คิดเอาครับ 3 คู่ที่แข่งก่อน คู่อริชนะไปหมดแถมชนะแบบ สร้างความแค้นใจให้ทั้งนั้น ไม่ว่าจะพลิกกลับมาชนะ หรือการยิงประตูชัยท้ายเกมส์ แต่ทีมเชียร์นี่ซิครับ ดันเสมอซะได้ ทั้ง ๆ ที่บุกอยู่ตลอดทั้งเกมส์ เจาะยังไงก็ยิงไม่เข้า แต่ไม่รู้จะโทษใคร เพราะแมนฯยูฯ ก็เล่นกันดีทุกคน เกมส์รุกก็สวย ๆ ทั้งนั้น แต่ทำไม ๆ ไม่เข้าใจ ทำไม่ถึงยิงไม่เข้า ทำไม ๆ และทำไม ไม่เข้าใจ ครับ แถม รูนี่ย์ ดันเจ็บจากเกมส์นั้น พักตั้ง 2 เดือน โอ ๆ พระ(พุทธ) เจ้า มัน ไม่น่า ..มันไม่น่าเลย..ไม่จริง..เรียกว่า “เซอร์ไฟส์” จริง ๆ นัดแรกของแมนฯยูฯ มันเสมอ 0-0 นัดที่สอง คือ คืนวันพุธ ที่ 15 สิงหาคม 2550 พบกับปอร์ทสมัธ คราวนี้ไปเยือน ครับ ผมค่อนข้างมันใจอย่างมากมาย เพราะจากฟอร์มการเล่นที่แสนจะบุกสนุกสนานจากนัดที่แล้ว มันสร้างความมั่นใจให้กับผมเสียเต็มประดา ที่เสมอมา 0-0 เพราะดวงไม่ดีเท่านั้น เกมส์นี้เริ่มมาแค่นาทีที่ 15 ทีมเราก็ขึ้นนำจากพอล สโคล อันมาจากการประสานงานที่แสนจะยอดเยี่ยมจากเตเบซ นักเตะใหม่ที่มาแทนรูนี่ย์ขณะที่ต้องพักพื้นอาการกระดูกเท้าไม่สบาย แมนฯยูฯ ออกนำเร็วอย่างนี้ แน่นอนผมก็ต้องคาดหวังว่า ชนะชัยมันจะปรากฎให้เห็นแน่ เพราะอะไรที่ทำให้ผมมั่นใจขนาดนั้นก็ไม่ทราบ อาจจะเป็นเพราะฟอร์มการเล่นที่มีโอกาสขึ้นเกมส์รุกและการที่ได้จบจากการยิงล่ะมั้ง แต่ว่า.......ใช่ครับ มันมีแต่ ...ปอร์ทสมัธ ก็ตีเสมอได้จากการโหม่งในช่วงครึ่งหลัง ผมจำชื่อคนยิงไม่ได้ (และไม่อยากจะจำสักเท่าไร) สกอร์ออกมา 1-1 ท้ายเกมส์ เจ้าบ้านโดนใบแดงไปหนึ่งคน แทนที่แมนฯยูฯ จะอาศัยช่วงนี้บดขยี้ แต่เพียงนาที่ต่อมาเท่านั้น ไอ้เจ็ตโด้ คริสเตียโน่ โรนัลโด้ก็ได้รับใบแดงไปอีกจากการที่เอาศีรษะไปสัมผัสคู่แข่งในจังหวะที่กำลังได้คอนเนอร์ ไม่ว่ามันจะแรงหรือเบาอย่างไร ที่แน่มันคือใบแดงและแน่นอน ไอ้โด้ต้องโดนแบน 3 นัดต่อจากนี้ โอ ๆ พระ(พุทธ) เจ้า มัน ไม่น่า ..มันไม่น่าเลย..ไม่จริง..เรียกว่า “เซอร์ไฟส์” จริง ๆ (ประโยคเดิม ๆ ประโยคเก่า มันมาอีกแล้วครับ) ที่ ซ็อก ไปกว่านั้น คือ นัดที่ 3 เมื่อวันอาทิตย์ที่ 19 สิงหาคม 2550 แมนฯยูฯ ไปเยือน แม้ว ซิตี้ หรือ แมนฯ ซิตี้ ของคนที่ผมไม่ชอบหน้าอย่าง ไอ้เหลี่ยม ทักษิณ (ประเด็นหลังเรื่องการเมืองครับ) ในเกมส์ที่ต้องขาดทั้งรูนี่ย์และโรนัลโด้ แต่ผมก็เชื่อนะว่านัดนี้จะชนะ (ก็เชื่อมันทุกนัดนั่นล่ะ) ผมดีใจที่นัดนี้ มี โอเว่น ฮาร์กริฟ ลงแข่งได้ รูปเกมส์ แมนฯยูฯ ดูมุ่งมั่นทีเดียวครับ เดินเกมส์รุกเหมือนเดิม โอกาสก็มีมาแบบเหน่ง ๆ ตั้งหลาย ๆ ครั้ง ไม่ว่าจังหวะหลุดเดี่ยวของนานี่ หรือเอวร่า มันดันทำไม่ได้ บุกอยู่เพลิน ๆ ขึ้นเดียวเหมือนเดิม อย่างเคยชิน เผลอแปล๊บเดียว แมนฯ ซิตี๊ รุกมาจังหวะแรกยิงไกลนอกกรอบแฉลบก้นวิดิซ บอลปั่นไซค์เสียบเสาไปแบบ ฟ้าผ่า ผมนั่งประหลาดใจ อึ้ง และเกือบซ็อก มันเซอร์ไฟส์ครับ เซอร์ไฟร์ จริง ๆ พี่น้อง ก็มันบุกขึ้นมาครั้งเดียว ยิงเข้าไปเลย ไอ้เราก็บุกตลอดนี่ครับ ครึ่งหลังทั้ง บอลชนคาน แม้กระทั่งลงโหม่งจอ ๆ ของเตเบซ ตรงเสาสอง มันช่าง เป็นภาพที่เสียดแทงหัวใจจริงๆครับ จังหวะนั้น ยืนห่างประตูถึง 1 ไม่บรรทัดละมั้งครับ แต่มันดันไปยืนใกล้เสาไป ผมเห็นจังหวะท่านเซอร์อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน (ผู้จัดการทีม แมนฯยูฯ) ดีใจเก้อ เพราะคิดว่ามันเข้าไปแล้ว คิดหัวเราะแต่ก็หัวเราะไม่ออก เพราะอาการที่แสดงออกมันเหมือนผม (และหลายคนที่ดูไม่ว่าในสนามหรือหน้าทีวีสี) ถ้าหัวเราะมันก็หัวเราะเยาะตัวเอง ผมต้องเอ่ยประโยคเดิมอีกครั้งอีกแล้วครับ ใช่ครับ โอ ๆ พระ(พุทธ) เจ้า มัน ไม่น่า ..มันไม่น่าเลย..ไม่จริง..เรียกว่า “เซอร์ไฟส์” จริง ๆ ป.ล. วันนี้เอาแค่นี้ก่อน เรื่องเซอร์ไฟส์ มันก็ยังคงมีอีก แต่ ตอนนี้ ผมก็ รู้สึกแย่ ๆ ว่ะ 8月17日 ความรู้สึกดี ๆ ทำให้มีความสุข มันเป็นจริง ดังที่พระท่านว่า คนเรา มันย่อมมี ทั้งความสุขและทุกข์ ปนเปกันไป ในรอบสัปดาห์นี้ ผมมีทั้งความรู้สึกดี ๆ และแย่ ๆ เกิดขึ้น โดยเวลาที่รู้สึกดี ก็มีความสุข และตอนที่ทุกข์ ดันรู้สึกว่าแย่
รอบสัปดาห์นี้ ผมขออนุญาตนับจากวันเสาร์ที่ 11– 16 สิงหาคม 2550 เลยก็แล้วกันครับ นับถึงเวลาปัจจุบัน ขณะที่พิมพ์ข้อความนี้เลยแหล่ะ ไม่มันใจว่าหลังจากนี้ (พิมพ์ข้อความ) จะมีความสุขหรือทุกข์ เข้ามามากน้อยประมาณใด
ความรู้สึกดี ๆ ของรอบสัปดาห์ เกิดจากเมื่อ ผมได้รับโทรศัพท์ จากรุ่นน้องคนหนึ่งประมาณ ราว ๆ ประมาณเที่ยง กว่า ๆ หลังจากที่ ตื่นจากที่นอนและออกมาซื้อหนังสือพิมพ์สตาร์ซ็อคเกอร์ที่ยูเซ็นเตอร์และเลยไปทานข้าวเที่ยงที่รปภ. (ติดกับโรงชาย) อันเป็นกิจวัตรประจำวันของช่วงที่เป็นวันหยุดเสาร์ และอาทิตย์
เสียงโทรศัพท์ ดังขึ้นหลังจากที่ผมทานข้าวเสร็จไป ไม่กี่วินาที
“พี่น้อยอยู่ไหนเหรอ”
ผมบอกว่า ผมดูหนังอยู่ รปภ. โดยไม่ได้บอกว่า มานั่งทานข้าวด้วย เพราะผมคาดเดา ถึงประโยคต่อไปของเธอได้ ว่า จะถามว่าอะไร
“พี่น้อย ทานข้าวหรือยัง....ไม่มีเพื่อนทานข้าว” เธอบอก
ผมหยุดคิดสัก 1 กลั้นของการหายใจ และผม ก็ไม่ได้บอกว่า ทานข้าวเรียบร้อยแล้ว ผมเพียงบอกแต่ว่า
“เดี๋ยวจะไปรับนะ ตอนนี้หรือ สักกี่นาทีดี”
หากจะบอกว่า “ทานไปแล้วล่ะ” ก็เกรงว่า น้องจะเกรงใจเรา และเราก็เกรงว่า เธอจะตอบว่า “งั้นไม่เป็นไรค่ะ” เพราะไอ้เราก็อยากจะไปเจอเธอ หากจะบอกว่า “ยังไม่ทานหรอก” มันก็รู้สึกเหมือนว่าโกหก เพราะเราไม่อยากโกหกเธอหรือใคร ๆ (ถ้าไม่จำเป็น 555) เพราะมันไม่ค่อยจะชินกับการโกหกสักเท่าไร การที่ผมไม่ตอบ ก็เลยไม่ได้หมายถึงการโกหก เพียงแต่ว่าบอกไปไม่หมดเท่านั้นเอง
ผมไปรับน้องที่หอ และน้องก็ยังถามประโยคเดิมว่า
“พี่น้อยทานข้าวหรือยังเนี๊ย”
ผมหยุดคิดในใจ สักพักก่อนจะตอบว่า
“ต่อให้พี่กินอยู่ พี่ก็จะหยุดกิน และก็จะมา” เหอ ๆ มันเข้าข่ายโกหกหรือเปล่า ชักจะไม่แน่ใจ
คำถามต่อมาคือ เราจะไปทานที่ไหนกันดีเอ่ย ยังไม่ได้คำตอบผมก็พาเธอนั่งรถออกมา ขับไปเรื่อย ๆ ก่อนจะเสนอว่า “ไปกิน ก๋วยเตี๋ยวไหม” คงจะพอทราบใช่ไหมครับ ว่าทำไมต้องไปกินก๋วยเตี๋ยว เพราะหากไปกินข้าวอีกจานผมคงจะจุกแน่ ๆ
มีเรื่องดี ๆ ที่ว่าตามมาหลังจากทานข้าว (เกี๋ยวเตี๋ยว) คือ ผมได้มีโอกาสบริจาคเลือด อีกครั้ง ซึ่งผมก็ถือว่าเป็นวันดี แม้มันจะไม่ตรงกับวันแม่ แต่การที่เรามาบริจาคก่อน 1 วัน ผมก็ตั้งใจว่า การบริจาคเลือดครั้งนี้ ก็เพื่อแม่นั่นแหล่ะ โชคดีไม่น้อย ที่เรามีโอกาสได้บริจาคเลือดทั้ง วันพ่อ และวันแม่ ในรอบนี้ผมบริจาคอีกครั้งเดียวก็จะได้เสื้อแล้วละครับ (นับจากวัน พ่อ 5 ธ.ค. 49 ไล่มา 2 มี.ค. 50 และ 11 สิงหาคม 50) เรื่องดี ๆ การได้ทำดี มันทำให้รู้สึกดี และมันทำให้มีความสุข ซึ่งมันก็มาจากน้องคนนี้ถ้าหากไม่ชวน เราบริจาคเลือด เราก็คงอาจจะไม่คิดถึงเลย
อืม ...เอาเรื่องความรู้สึกดี ๆ สิ่งดี ๆ ที่ได้ทำบันทึกไปก่อนแล้วกัน แต่วันหน้า วันหลังเดี๋ยวมาเล่าเรื่องอื่น ๆ กันบ้าง |
apirak's space |
||||
|
|